Read Full Entry(สามารถเปลี่ยนตรงนี้เป็นอ่านต่อ ได้)

Read More

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

Friday, December 9, 2011

Saturday, April 23, 2011

Passionate You !!
































cr :: winx

Say hi ~ Say ho ~

And say "I love you" ^^

Thanks for your comment it's mean to me ^^b

See ya!! when to Changminho time ...


Friday, February 18, 2011

[SF]Baby Candy Kiss~

Title :: Baby Candy Kiss~
Status: ShotFiction
Pairing: Changmin x Minho
Author: winx
Rating: PG-13
Genre: Alternate Universe, Romantic



Author’s Note :: เพราะยังไม่อยากให้มันจบ ^^




กลับมาแล้วคร้าบบบเสียงตะโกนจากประตูหน้าบาน ตามด้วยเสียงวิ่งตึงตังขึ้นบันไดไปยังชั้นสองของบ้าน

อ๊ะ มินโฮ! มีคนมารออยู่ที่ห้องนะ อ้าว ไปซะแล้วไม่ทันคนเป็นแม่ที่วิ่งออกมาจากครัว ลูกชายก็หายขึ้นห้องไปแล้ว แต่ร้องบอกตามหลังไปเท่านั้น ก่อนจะเดินกลับเข้าครัวไปอีกครั้ง

หนุ่มน้อยนามมินโฮแทบจะเหาะกลับบ้านหลังจากเลิกเรียน วันนี้เป็นวันสุดท้ายของการสอบปลายภาคและเป็นการสอบครั้งสุดท้ายของชั้นมัธยมต้น เค้า รีบกระหืดกระหอบปั่นจักรยานเพื่อให้ถึงบ้านให้เร็วที่สุด จะไม่ให้รีบได้อย่างไรในเมื่อวันนี้มันเป็นวันแห่งการรอคอย ในที่สุดก็จะได้อยู่กับที่รักแบบไม่มีอะไรมาขว้างเสียที นี่แหละความสุข

ปังงง

สตาร์คาร์ฟที่รัก ฉันมาแล้ว!!”มือ บางเปิดประตูห้องเสียงดัง ก่อนจะกางแขนแล้วตะโกนสุดเสียง เพราะมัวแต่ดีใจจนไม่สังเกตเห็นบุคคลที่นั่งพิงหัวเตียงอ่านหนังสือเลยสัก นิด และดูเหมือนว่าเสียงจะรบกวนการอ่านหนังสือของอีกคน มือหนาของคนที่อ่านหนังสืออยู่จึงหยิบหมอนขึ้นปาไปยังเจ้าของเสียงเข้าเต็ม หน้า โดยที่ตาไม่ละออกจากหนังสือเลย

อุ๊บบ โอ้ยย ใครวะ!!”มิ นโฮหน้าหงายก่อนจะทิ้งตัวล้มลงพื้นอย่างสวยงาม มือบางฉวยเอาหมอนหลักฐานในการทำร้ายตัวเองเอาไว้ แล้วมองหาคู่กรณีที่บังอาจมาทำร้ายเค้าถึงถิ่น

หนวกหูคำ เดียวสั้นๆง่ายๆ แต่ทำเอาคนได้ยินหูผึ่ง รีบหันไปตามทางที่มาของเสียง ตาที่โตอยู่แล้วเบิกกว้างขึ้นอีกเมื่อเห็นว่าใครอยู่ในห้อง ร่างบางที่ยังนั่งอยู่บนพื้นถอยหลังกรูดออกไปอยู่นอกห้อง นิ้วเรียวยกขึ้นชี้ไปยังร่างสูงที่นั่งอยู่บนเตียงอย่างสั่นๆ ปากบางอ้าค้างอย่างพูดไม่ออกอยู่ชั่วครู่ ผิดกับก่อนหน้าที่ตะโกนโหวกเหวกไม่สนใจใคร

พ...พี่เสียงพึมพำเบาหวิวหลุดออกมา

.....................

พี่!!”

ก็พี่นะสิ แล้วจะตะโกนทำไมก็บอกว่าหนวกหูร่างสูงละจากหนังสือในมือหันมามอง แล้วตอบเรียบๆ

แล้วพี่ขึ้นมาได้ไงเนี่ย!!”มินโฮที่ยังนั่งอยู่บนพื้นและนิ้วก็ยังชี้ค้างอยู่อย่างนั้น ถามกลับ

จะนั่งอยู่ตรงนั้นอีกนานมั้ย หรือว่าอยากให้ช่วย...

เฮ้ย มะ ...ไม่ต้องๆๆ ลุกแล้วๆเห็นว่าอีกคนจะลุกขึ้นมาช่วยจริงๆ สองมือก็โบกปฏิเสธพัลวัน แล้วรีบลุกขึ้นยืนแต่ตัวยังอยู่นอกห้องไม่ยอมเข้ามา

เข้าห้องร่างสูงออกคำสั่งง่ายๆ แต่อีกคนกลับไม่ปฏิบัติตาม ยังตั้งหลักปักแนวอยู่หน้าประตูเหมือนเดิม

หึ๊ พี่ก็ออกจากห้องผมก่อนสิมินโฮส่ายหัวเร็วๆปฏิเสธ เรียกร้องให้คนที่นั่งอยู่บนเตียงให้ออกจากห้องของตัวเอง

เข้าห้องมาดีๆ แล้วปิดประตูซะ อย่าให้พี่ต้องเดินไปหา ไม่งั้นสองเม็ดร่างสูงลุกขึ้นยืนเต็มความสูง มองไปที่ร่างบางนิ่งๆ แค่นั้นแหล๊ะมินโฮก็วิ่งเข้าห้องปิดประตูแทบไม่ทัน

ไม่เอานะ! พี่สัญญาแล้วไง เป็นผู้ใหญ่แล้วห้ามผิดคำพูดเด็ดขาด!”ปราดเดียวก็มาหยุดอยู่ตรงหน้าคนชอบสั่งที่กำลังอมยิ้มกับการได้แกล้งเด็ก

ถ้าไม่ดื้อก็ไม่ผิดสัญญาใบ หน้าน่ารักถึงจะงอง้ำแต่ก็พยักหน้ารับ มือบางรั้งเป้ที่สะพายบนบ่าลงวางบนพื้น หันหลังมุ่งสู่โต๊ะคอมที่ตั้งอยู่ไม่ไกล ไม่สนใจสายตาวิบวับของอีกคน ขาเรียวยังไม่ทันก้าวออกจากที่ มือหนาก็โอบเอวบางจากด้านหลังดึงเข้าชิดกับแผ่นอกกว้าง ตามด้วยกระซิบแผ่วด้วยน้ำเสียงทุ้มหวานคำพูดที่ชวนให้คนฟังรู้วูบหวิวในอก ที่ข้างใบหู

แต่ตอนนี้...ขอลูกอมเม็ดแรกในรอบสองอาทิตย์ก่อนก็แล้วกันจบ ประโยคมินโฮก็หันขวับกลับมาเป็นจังหวะเดียวกับที่ริมฝีปากร้อนแนบลงมา นุ่มนวลและอ่อนโยนราวกับล่อลวง รู้ว่าเป็นอย่างนั้นอยากจะดิ้นรนหนี แต่วงแขนแกร่งโอบกอดอยู่ ก็แข็งแรงเกินกว่าจะขัดขืน ถ้าเค้าจะทำได้แค่ยอมรับจูบหวานๆนั่นคงไม่แปลกอะไร

อา...วันนี้รสส้มสินะ

จูบรสส้มที่กินเวลากว่านาทีหยุดลง เด็กน้อยหอบตัวโยนในอ้อมกอด ใบหน้าแดงกล่ำก้มหลบสายตาคมที่จ้องมองอยู่

เห็นว่าสอบมาเหนื่อยๆ รสส้มทำให้รู้สึกสดชื่นขึ้นมั้ย

พี่ก็อย่างนี้ตลอด ปล่อยผมได้แล้วมินโฮพยายามแกะมือกอดตัวเองอยู่ แต่คนกอดก็ดูจะไม่ให้ความร่วมมือ กลับกอดแน่นขึ้นอีก ทั้งยังเอ่ยคำพูดชวนให้คนฟังต้องอายออกมาอีก

พี่ยังอยากกินรสช็อกโกแลตอีกนะ

พอแล้ว! กินลูกอมเยอะเดี๋ยวก็ฟันผุหรอกมินโฮรีบตอบหน้าตาตื่นแล้วเริ่มดิ้นอีกครั้ง เรียกเสียงหัวเราะเบาๆจากร่างสูงได้เป็นอย่างดี

ฮ่าๆ ปล่อยแล้วๆ น่าจะรู้นะเด็กน้อยดิ้นไปก็เหนื่อยเปล่าแกล้งพอใจแล้วก็ปล่อยร่างบาง พอได้รับอิสรภาพมินโฮรีบถอยไปตั้งหลักอีกฟากหนึ่งของห้องทันที

ชิมชางมินคนนิสัยไม่ดี!! แอบเข้าห้องคนอื่น

หืม...พี่ไม่ได้แอบนะ ก็คุณน้าบอกให้ขึ้นรอมาบนนี้ พี่ไม่ได้แอบซักหน่อยชางมินตอบหน้าตาย

ก็...ก็นั่นแหละ แล้วพี่มาทำไม วันนี้ที่มหาลัยไม่มีเรียนหรือไง

อะไรกัน พี่ว่าพี่บอกเราไปแล้วนะว่าสอบเสร็จแล้ว วันนี้ที่มา...ชางมินเว้นวรรคคำพูดทิ้งไว้ก่อนจะต่อด้วยคำที่ทำเอาเด็กน้อยหน้าแดงอีกรอบของวัน

...................








...คิดถึง



//////////////////////////////////////////////





คุณเปรียบดั่งแสงอาทิตย์ในยามเช้า

อาจจะดูเหมือนเด็กไปบ้าง

แต่ฉันกลับชอบมัน

แสง แดดยามเช้าส่องผ่านรอยแยกของผ้าม่าน กระทบเข้ากับเปลือกตาบางเจ้าตัวขยับหยุกหยิกมุดเข้าใต้ผ้าห่มผืนหนาเพื่อหลบ แสงที่แยงตา ส่วนคนตัวโตที่นอนอยู่ข้างๆก็ควานมือหาผ้าห่ม ที่ถูกคนตัวเล็กแย่งไปบังแดด แต่แรงหน่วงๆที่อยู่ตรงช่วงท้องทำให้ขยับตัวไม่สะดวก ทั้งที่ตายังไม่ลืมขึ้นมาดูก็รู้ว่าสิ่งที่พาดทับอยู่มันคืออะไร ชางมินลืมตาขึ้นแล้วหันไปมองคนตัวเล็กที่ม้วนผ้าห่มผืนใหญ่มากอดไว้คนเดียว ก่อนจะยกเจ้าวัตถุที่เรียกว่า ขา ออกจากหน้าท้องตัวเอง บรรจงวางลงบนเตียงเบาๆเพื่อไม่ให้เจ้าของขาตื่นขึ้นมา

ถ้ามีคุณอยู่ข้างๆยามที่ตัวฉันตื่นขึ้นมา

ฉันไม่หวังสิ่งใดอีกแล้ว ฉันอยากมองคุณอยู่แบบนี้

ชา งมินยิ้มให้คนขี้เซาที่ไม่มีทีท่าว่าจะตื่นง่ายๆ นิ้วยาวเกลี่ยผมที่เริ่มยาวออกจากข้างแก้มทัดไว้กับใบหูสวย แล้วไล้ดวงหน้าน่ารักเบาๆ ใช้เวลาในยามเด็กน้อยหลับใหลพินิจองค์ประกอบบนใบหน้าตั้งแต่คิ้ว ตา จมูก ปาก ทุกส่วนล้วนแล้วแต่ทำให้เขาละสายตาไม่ได้

....เด็กไม่ดีมาทำให้รักแล้ว ไม่สนใจแบบนี้ได้ไงกัน....

ถึง จะคิดอย่างนั้นริมฝีปากกลับไม่ยอมหุบยิ้ม และมีแต่จะยิ้มมากขึ้นอีก เมื่อเด็กขี้เซาปัดผ้าห่มออกเบียดตัวเข้าหาคนตัวโตแล้วยกแขนขึ้นกอด ซุกหน้าเข้ากับอกแกร่งถูไถเบาๆคล้ายลูกแมวขี้อ้อน เปลือกตาสวยหลับพริ้ม ไม่ได้รับรู้สักนิดว่าตัวเองทำให้ใครแทบละลายไปกับความน่ารักที่แสดงออกมา โดยไม่รู้ตัว

....เด็กไม่ดี อย่ามาทำให้รักไปมากกว่านี้ได้ไหม....

ฉันได้โน้มตัวเข้าไปกระซิบข้างใบหูที่งดงามนั้น

อยาก จะมองภาพนี้ไปอีกนานๆ แต่ตอนนี้สายมากแล้ว คุณน้าคงทำอาหารเช้าไว้รออย่างทุกครั้ง และก็เป็นอีกหนึ่งเช้าที่ชางมินต้องเป็นคนปลุกเด็กขี้เซาให้ตื่น ร่างสูงโน้มหน้าเข้าใกล้ใบหูเล็กกระซิบเรียกเบาๆอย่างแกล้งๆ เด็กน้อยก็ยังนอนนิ่ง จึงเพิ่มเสียงเรียกให้ดังขึ้นอีก

มินโฮ~ ตื่นได้แล้ว

..........................

...มินโฮ~ ถ้าไม่ตื่นพี่จะกินลูกอมแล้วนะ

...อีกแป๊บนึง~”งึมงำตอบกลับแต่ก็ยังไม่ยอมลืมตา แถมยังซุกตัวกับคนปลุกเข้าไปอีก

เอาเป็นบัตเตอร์คาราเมลเน๊อะ ไม่ได้กินมาหลายวันแล้วด้วยพูดขึ้นลอยๆ แต่จงใจให้อีกคนได้ยิน

...ห๊ะ!! ตื่นแล้วๆได้ ผล มินโฮรีบผละออกจากอกล่ำๆเด้งตัวขึ้นนั่ง ไม่มีแม้แต่อาการงัวเงียให้เห็น จะไม่ให้รีบได้อย่างไร หากคนตัวโตอมเจ้าลูกอมชนิดนี้ขึ้นมา คนที่จะแย่ต้องเป็นตัวเองแน่นอน เพราะเจ้าลูกอมเม็ดเล็กรสชาติหวานหอมนั่น มันก็อร่อยดีหรอก แต่มันกลับแข็งกว่าลูกอมทั่วไป อมเท่าไหร่มันก็ไม่ยอมละลายเสียที ครั้งแรกที่ชางมิน...เอ่อ...จูบด้วยเจ้าบัตเตอร์คาราเมล ทำเอาเด็กน้อยแทบตาย ก็จูบตั้งนานจนปากบางเริ่มบวมแต่เจ้าลูกอมเม็ดเล็กกลับไม่ลดขนาดลงสักนิด ตั้งแต่นั้นมินโฮจึงห้ามชางมินกินเจ้าบัตเตอร์คาราเมลอีก

อุ๊บ! ฮ่าๆๆเด็กน้อยที่นั่งทำหน้าตื่นๆมือบางสองข้างยกขึ้นปิดปาก ผมเผ้าชี้ฟูไม่เป็นทรง ทำเอาคนมองกลั้นหัวเราะไม่อยู่

ชางมิน! พี่แกล้งผมเหรอ!!”เห็นอย่างนั้นถึงได้รู้ว่าโดนอีกฝ่ายแกล้ง กำปั้นเล็กจึงทุบลงบนแขนแกร่งเต็มแรงเรียกเสียงโอดโอยจากคนตัวโตได้เป็นอย่างดี

โอ้ยย ตัวนิดเดียวแต่มือหนักนะเรา มานี่เลยแขนยาวรวบเอวบางเข้ามากอดได้ทันตอนที่คนร้ายกำลังจะหนีลงจากเตียง

อ๊ะ!! พี่ปล่อยนะ! ปล่อยๆพอ ถูกคว้าทันก่อนจะได้ลงเตียงร่างบางก็พยายามดิ้นให้หลุด แต่คนกอดก็กอดเสียแน่น ทั้งยังออกแรงรั้งจนคนตัวเล็กมานั่งแหมะอยู่บนตักแต่ก็ยังดิ้นอยู่อย่างนั้น ร่างสูงจึงต้องรวบแขนเล็กเข้ามากอดด้วย นั่นแหละถึงได้หยุดดิ้น ชางมินยิ้มชอบใจ กระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้น วางคางลงบนลาดไหล่คนตัวเล็ก

ไม่ต้องกอดแน่นก็ได้ ผมไม่หนีหรอกน่าเบี่ยงหน้าหลบลมหายใจอุ่นที่รดอยู่ตรงซอกคอ ก่อนจะบ่นอุบอิบออกมาเบาๆ

กอดไม่แน่นคนร้ายก็หนีนะสิ

ผมไม่ได้หนีสักหน่อย จะไปอาบน้ำต่างหากล่ะ เดี๋ยวแม่รอกินข้าว

...แต่วันนี้เราจูบอรุณสวัสดิ์เลยนะชางมินพูดเสียงอ้อนๆข้างหู แค่นั้นก็เรียกเลือดขึ้นมารวมอยู่ที่หน้าคนฟังได้แล้ว

...อ...อะไรกัน เมื่อวานพี่ก็...ก็...จูบไปแล้วไงท้วงเสียงเบา

...นะ คนดี

...ต...แต่ว่า...

...นะ มินโฮคนดีของพี่เสียงทุ้มกระซิบเสียงแผ่ว เพิ่มดีกรีความอ้อนลงไปอีก

....ทำไมต้องขอด้วยเสียงแบบนั้นตลอดเลยนะ แล้วผมก็ต้องใจอ่อนทุกที....

...ก็ได้...แค่นั้นแหละ...คำตอบที่ได้รับเบาแสนเบาแค่ไหน แต่กลับทำให้คนรอฟังยิ้มออกได้

มือหนารั้งใบหน้าหวานของคนที่อยู่บนตักให้หันกลับมา สบกับดวงตาคม แม้จะเขินอายแค่ไหน ดวงตากลมโตก็ไม่ได้หลบเลี่ยง

ยามที่สองเราสบตากัน ฉันได้แต่สงสัยรอยยิ้มที่ปรากฏบนใบหน้าของฉัน

จะเข้าไปอยู่ในมุมใดมุมหนึ่งของหัวใจคุณได้ไหมนะ

ใบ หน้าคมโน้มเข้าหาใกล้จนรับรู้ถึงลมหายใจอุ่นร้อน อายเสียจนอยากหนีแต่สายตาที่มองมากลับตรึงเอาไว้ไม่ให้หลบไปไหน ตากลมโตค่อยๆหรี่ปรือลงเพื่อรอรับสัมผัส ริมฝีปากอุ่นร้อนประทับลงกับกลีบปากหวาน ไม่มีการรุกล้ำทุกวินาทีที่ผ่านไปเต็มไปด้วยความอ่อนโยน เท่านี้จูบรับวันใหม่ก็หวานเกินกว่าจะละจาก และหวานกว่าบรรดาเจ้าลูกอมหลากรสนั่นเสียอีก

มินโฮ~ ตื่นรึยังลูก สายแล้วนะ ปลุกพี่เค้าแล้วลงมาทานมาข้าวได้แล้วก่อน ที่จูบอ่อนหวานจะกลายเป็นจูบเร่าร้อน เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นขัด ตามมาด้วยเสียงของคุณแม่ที่เห็นว่าสายมากแล้ว แต่ลูกชายกลับยังไม่ยอมลงไปข้างล่างเสียที ถึงจะปิดเทอมแล้วแต่นี่ก็สายเกินไปที่จะนอนอุตุอยู่บนเตียง มินโฮสะดุ้งผลักคนที่ตัวเองใช้เป็นที่นั่งออกห่าง แล้วรีบตะโกนตอบกลับเสียงสั่น

"...ตื่นแล้วครับ พี่อาบน้ำอยู่เดี๋ยวพวกเราตามลงไปนะครับ""รีบตามมานะ เดี๋ยวแม่อุ่นกับข้าวไว้รอ"

"คร้าบบ"

"หึหึ...เด็กไม่ดีโกหก"คางหนาเกยกับบ่าเล็กกระซิบกล่าวโทษเด็กไม่ดีแต่ตัวเองกลับกอดไม่ปล่อยเบาๆ มือเล็กเอื้อมมาผลักหัวหนักๆออกจากไหล่

"ไม่ดีก็ปล่อยซักที แล้วก็ไปอาบน้ำได้แล้ว"

"กอดอีกหน่อยไม่ได้หรอ??"

....หึ่ย เสียงอ้อนนี่อีกแล้ว...

"ไม่! ไปอาบน้ำจะได้ลงไปทานข้าว เดี๋ยวแม่รอ"

"งั้น...อาบพร้อมกันเลยนะจะได้เสร็จเร็วๆ"

ผัวะ!!

"พี่! กวนประสาทปล่อยเลย!"

" โอ้ยย เขินก็บอกมาน่า ไม่เห็นต้องรุนแรงกลบเกลื่อน"มือหนาลูบแขนตัวเองป้อยๆ ปากก็บ่นอุบเพราะเช้านี้เขาโดนมือเล็กนี่ตีแบบไม่ออมแรงไปสองรอบแล้ว

"พี่!!"

" ฮ่าๆ โอเคๆ ไปแล้วๆ"ลุกขึ้นยืนเต็มความสูงก่อนสาวเท้าไปหยิบผ้าชนที่แขวนอยู่แล้วเดิน เข้าห้องน้ำไป แต่ก็ไม่วานจะพูดเบาๆลอยมาเข้าหูอีกคนว่า

....แฟนใครไม่รู้ เขินรุนแรงจริงๆ....

สุด ท้ายกว่าจะอาบน้ำทำภารกิจตอนเช้าเสร็จก็ปาเข้าไปเกือบสี่โมงเช้า ข้าวมื้อแรกของวันถึงได้ตกถึงท้อง วันนี้เป็นวันปิดเทอมวันแรกมินโฮวางแผนไว้ว่าจะไม่ออกไปไหนทั้งนั้น เพราะตั้งใจไว้แล้วว่ายังไงวันนี้เขาก็ต้องได้เล่นเกมส์ที่กำลังติดงอม แงมอยู่ได้ให้ ถึงจะมีตัวกวนที่ชื่อชิมชางมินอยู่ก็ตาม แต่อะไรก็ดูไม่เป็นใจไปเสียหมด เพราะแค่เขาหย่อนก้นลงบนเก้าอี้แล้วเปิดคอมพิวเตอร์ต่อมก่อกวนของชางมินก็ เริ่มทำงานทันที เดี๋ยวบ่นเบื่อเดี๋ยวบ่นหิวทำเอาเขาไม่เป็นอันเล่น

"โว้ยยย พี่อ่ะ เลิกกวนผมแป๊บนึงได้ไหม ขอผมเล่นเกมส์ก่อนนะ"

"...อะไร เราอุตส่าห์ได้อยู่ด้วยกันนะ มินโฮก็จะเล่นแต่เกมส์หรอ"ชางมินแสร้งทำเสียงเศร้าๆ

"แต่ผมไม่ได้เล่นมาสองอาทิตย์แล้วนะ ขอผมเล่นหน่อยสิ"

"... งั้นพี่กลับไปรอที่บ้านก่อนก็แล้วกัน เล่นเสร็จแล้วก็โทรไปนะ เดี๋ยวพาออกไปกินข้าวข้างนอก"เสียงที่เอ่ยออกมาราวกับตัดพ้อ ร่างลุกขึ้นหยิบเสื้อคลุมตัวใหญ่ขึ้นมาถือไว้ในมือ ขายาวเดินมาหยุดอยู่ตรงประตูห้องมือหนาจับที่ลูกบิดประตูและกำลังจะเปิด ออก...

คุณเปรียบดั่งแสงอาทิตย์ในยามเช้า

อาจจะดูเหมือนเด็กไปบ้าง

แต่ฉันกลับชอบมัน

"...พี่...จะกลับจริงๆหรอ"แรงดึงชายเสื้อทางด้านหลังเบาๆถามเสียงอ่อย ร่างสูงที่ยืนหันหลังให้ยกยิ้มมุมปาก

....เด็กน้อยติดกับแล้ว หึหึ....

"................................" เงียบคือคำตอบ แค่นี้ก็ทำเอามินโฮผู้ไม่ทันเกมส์ใจเสีย มือเล็กพยายามดึงให้คนตัวสูงหันกลับมา นอกจากตัวโตๆนั่นจะไม่ขยับตามแรงดึงแล้ว ยังหันหน้าหนีอีกไปอีกทาง

"...พี่~..."

"...ก็มินโฮอยากเล่นเกมส์มากกว่าอยู่กับพี่ไม่ใช่หรือ??"น้ำเสียงน้อยใจถูกส่งออกมา ราวกับตัวนั้นน้อยอกน้อยใจเสียเต็มประดาทั้งที่ใจจริงๆมันตะโกนโห่ร้องด้วยความดีใจที่หลอกเด็กได้สำเร็จ

"ม...ไม่ใช่นะ! ผมแค่จะเล่นนิดเดียว ก็..."เด็กน้อยรีบแก้ไขความเข้าใจให้อีกคนพัลวัน ก่อนจะก้มหน้าพูดเสียงเบาหวิวในประโยคสุดท้าย

".............................."

"... ก็...วันนี้...พี่จะอยู่กับผมทั้งวันไม่ใช่หรอ"...แค่นั้น...แค่นั้นแหล๊ะ คนที่แกล้งทำเป็นน้อยใจถึงกับยิ้มหน้าบานยอมหันกลับมาหาเด็กน้อยของตัวเอง ที่มือข้างหนึ่งยังดึงชายเสื้อของเขาไม่ยอมปล่อย ใบหน้าน่ารักก้มมองพื้นไม่ยอมเงยขึ้นมา แต่อย่างนั้นเขาก็ยังมองเห็นแต้มระเรื่อกระจายอยู่เต็มสองข้างแก้มอยู่ดี

....แฟนใครว่ะ น่ารักสุดติ่ง!!....

เวลา หนึ่งวันไปเร็วราวซุปเปอร์แมนบินผ่าน เกือบครบยี่สิบสี่ชั่วโมงแล้วที่ชางมินกับมินโฮตัวติดกันแทบจะตลอด หลังจากเมื่อเช้าที่คนตัวโตงอนและคนตัวเล็กง้อได้สำเร็จยังความเบิกบานใจมา สู่คนเจ้าคิดเจ้าวางแผน พอใจแล้วกับการกระทำน่า รักๆของเด็กน้อยถึงได้ปล่อยให้มินโฮเล่นเกมส์ต่อ ส่วนตัวเองก็เอนหลังอ่านหนังสือที่หยิบติดมือมาตั้งแต่เมื่อวานอยู่บนเตียง รอให้ตัวเล็กเล่นเกมส์จนพอใจนั่นแหละ พอดูเวลาอีกทีก็เกือบจะบ่ายโมงจากที่คิดว่าจะไปทานกันข้างนอกเปลี่ยนมาเป็น โทรสั่งพิซซ่ามากินแทน นั่นแหละถึงได้ย้ายจากที่ขลุกกันอยู่แต่ชั้นบนมาครึ่งวันแล้วลงมาข้างล่าง ได้


//////////////////////////////////////////////


น้ำ ทะเลสีครามภายใต้ท้องฟ้าสดใส ลมจากทะเลพัดเข้าหาฝั่งกลิ่นทะเลลอยอวนอยู่ในจมูก...อาา นานแค่ไหนแล้วที่ไม่ได้มาทะเล...เมื่อสองวันก่อนตอนที่กำลังดูหนังสยองขวัญ ที่ซื้อมานานแล้วแต่ไม่มีโอกาสได้ดูเสียที อยู่ดีๆพี่ชางมินก็ชวนมาทะเลขึ้นมาเสียเฉยๆ

...มินโฮ~ “

ครับ??

ไปเที่ยวทะเลกัน

สองวันผ่านไปผมเลยได้มายืนอยู่ริมทะเลแบบนี้ไง จริงๆผมก็ไม่ได้อยากมาเท่าไหร่แค่ไม่อยากมองคนแก่งอนเพราะไม่เห็นว่าจะน่ารักตรงไหน

มินโฮ~ เล่นน้ำทะเลกัน

เล่นได้แล้วหรอ! งั้นผมไปเปลี่ยนเสื้อแป๊บเดียว พี่รอก่อนนะ

....ผมยังยืนว่าผมไม่ได้อยากมาจริงๆนะ....

หาก คุณคิดว่าคู่รักที่เล่นน้ำทะเลด้วยกันจะมีภาพสวีทหวาน กอดจูบกันในทะเล นั่นคงจะไม่ใช่กับคู่รักคู่นี้แน่นอน เพราะต่างคนต่างหาทางคอยแต่แกล้งอีกฝ่าย ถ้าไม่ใช่ร่างสูงโดนทุบบ้างตีบ้างก็จะเป็นร่างบางที่ถูกแบกแล้วทุ่มลงน้ำ... เอิ่มม...ออกจะเป็นคู่รักที่ดูซาดิสมาโซกันสักหน่อย แต่รอยยิ้มและเสียงหัวเราะก็ยังดังก้องอยู่ไม่ขาด

โหยย เหนื่อยอ่ะ พี่แกล้งผมตลอดมินโฮเดินบ่นกระปอดกระแปดขึ้นมาจากน้ำก่อนจะนั่งลงบนพื้นทราย

อะไร มินโฮนั่นแหละแกล้งพี่ก่อนชางมินที่เดินตามขึ้นมาแล้วนั่งลงข้างกันหันมาเถียง

ไม่รู้ล่ะ เย็นนี้พี่ทำกับข้าวให้ผมกินเลย

ขี้โกงนี่ ว่าแต่อยากกินอะไรล่ะถึงปากจะบอกอย่างนั้น แต่ก็ยังตามใจอยู่ดี

มาทะเลก็ต้องกินอาหารทะเลสิ งั้นเอาทะเลเผาแล้วกันง่ายดี

โอเคๆ แต่ตอนนี้ไปอาบก่อนไปเดี๋ยวไม่สบายรู้ไหมตัวแสบ

หลัง จากอาบน้ำเรียบร้อยก็ถึงเวลาอาหารเย็น ชางมินให้แม่บ้านไปซื้อกุ้ง ซื้อปูสดๆมาเตรียมไว้ตั้งแต่ที่มินโฮยังอาบน้ำอยู่ อาหารทะเลของชอบหลายอย่างที่วางเรียงอยู่บนโต๊ะทำให้เด็กน้อยอารมณ์ดีไปกับ อาหารเย็นมื้อนี้

โอ้ยย อิ่ม~”มิ นโฮเดินมาทิ้งตัวลงนอนบนโซฟาลูบท้องที่ตึงแน่นเพราะความอิ่ม ชางมินมองยิ้มๆก่อนเดินมายกขาเรียวขึ้น ทิ้งตัวลงนั่งลงแทนที่ขาแล้วพาดขาเรียวไว้บนตักอีกทอดหนึ่ง

กินเยอะขนาดนี้ พี่คงต้องทำงานหนักหาเงินมาเลี้ยงเราแน่เลย

ผมไม่ได้กินเยอะอย่างนั้นสักหน่อย!!”มินโฮเถียงกลับทั้งที่มือยังคงลูบท้องตัวเองอยู่

ไม่เยอะหรือ? แล้วนี่อะไรหืม?นิ้วยาวจิ้มลงบนท้องที่เคยแบนราบ แต่ตอนนี้กลับป่องออกมานิดหน่อย เพราะเจ้าของยัดอาหารสารพัดอย่างลงไป

อย่าจิ้ม! มันยิ่งปวดอยู่มือเล็กตีมือหนาเบาๆเชิงให้เลิกทำ ก่อนจะบ่นออกมา

เพราะกินเยอะเกินไปน่ะสิ กินยาไหมเดี๋ยวไปหยิบให้มือหนาเปลี่ยนจากจิ้มมาเป็นลูบเบาๆ น้ำเสียงอ่อนโยนถามไถ่อย่างห่วงใย

ไม่เอา พี่อย่าเพิ่งหยุดลูบนะกำลังดีเลยหัวกลมส่ายดิกปฏิเสธ แล้วนอนผึ่งพุงให้มือหนาลูบต่อ

ใช้กันจัง จะว่าไปพี่พามาเที่ยวทั้งสนุกทั้งกินอิ่มแบบนี้ คนดีแถวนี้ก็ไม่คิดจะให้รางวัลกันบ้างเลยน้า~ มันน่าน้อยใจจริงๆ

โหยยมีทวงด้วย แล้วพี่จะเอาอะไรล่ะ

...ถ้าบอกแล้วจะให้หรือเปล่าล่ะ

ก็ต้องดูก่อนว่าให้ได้รึเปล่าคนนอนผึ่งพุงตอบ ตากลมโตหลับพริ้มเพราะเคลิ้มไปกับมือหนาที่ลูบท้องป่องให้




...งั้น...ขอลูกอมเม็ดหนึ่งก็แล้วกัน

ไม่ รู้ว่าเพราะเคลิ้มจนใกล้หลับหรืออะไร ถึงทำให้ไม่รู้สึกตัวสักนิดตอนที่ร่างหนาโน้มลงมาจนปลายจมูกโด่งคลอเคลีย อยู่ข้างแก้มใสกระซิบบอกคำขอที่ชวนใจสั่น ริมฝีปากร้อนกดจูบซ้ำๆที่ซอกคอหอม ก่อนละออก

...รางวัลเป็นลูกอมรสชเวมินโฮได้หรือเปล่าพวงแก้มที่เป็นสีชมพูระเรื่อเพราะความร้อนมารวมอยู่บนใบหน้าเสหลบ ปากบางเม้นแน่นอย่างใช่ความคิด

...รู้ไหม ว่าพี่น่ะขอมากเกินไปนะคำตอบที่ได้รับต่างจากที่หวังนัก ดวงตาคมจึงดูหม่นๆอย่างผิดหวัง

...........................


...แต่...ผมให้ก็ได้


ไม่รู้ว่านานแค่ไหนบนโซฟาตัวยาวที่ปากร้อนทาบทับบดเบียดกับริมฝีปากหวานๆ ดูดดึงเสียจนปากบางเริ่มบวมเจ่อ เสียงครางอือดังขึ้นเรื่อยๆมือเล็กที่เกาะไหล่หนาไว้บีบแน่นเพราะจูบเร่าร้อนไม่มีทีท่าว่าจะละออก อากาศที่มีอยู่ในปอดก็จวนเจียนจะหมด ร่างเล็กจึงเรียกร้องขออากาศหายใจ และร่างสูงก็ไม่ใจร้ายพอที่จะให้คนรักขาดใจตายไปเพราะจูบเดียว แต่เพียงไม่นานจูบร้อนก็กลับมาบดคลึงอีกครั้งลูกอมรสชเวมินโฮหวานลิ้นเสียจนยากจะหักห้ามให้ลิ้มรส ยิ่งกินก็ยิ่งติดใจและไม่อยากละจาก ลิ้นอุ่นแทรกผ่านกลีบปากหวานกวาดต้อนเกี่ยวกระหวัดหลอกล่อให้ลิ้นเล็กตอบสนองรสจูบ และก็ไม่ยากนักเมื่อร่างบางที่กำลังเคลิ้มหัวสมองว่างเปล่าจนคิดอะไรไม่ออกนอกจากทำตามที่ร่างสูงเป็นผู้ชักนำ จูบรสหวานคลุกเคล้าความเร่าร้อนเสียดายที่จะต้องละจากหากก็ต้องตัดใจ เพราะปากบางนั้นเจ่อจนกลัวว่ามันจะแตก

คนตัวเล็กหอบหนักหน้าอกสะท้อนขึ้นลงตามจังหวะการหายใจ ผิวหน้าแดงเรื่อตากลมโตหรี่ปรือ จมูกคมคลอเคลียกับซอกคอหอมกดจูบหนักๆจนมันขึ้นเป็นรอยตัดกับผิวขาว ก่อนจะลากไล้จูบมายังแผ่นอกบางกดจูบหนักๆอีกครั้งผ่านเสื้อยืดสีฟ้าตัวเก่งที่คนตัวเล็กชอบใส่ มือหนาลูบหน้าท้องรั้งชายเสื้อขึ้น แล้วตามด้วยจูบลงไปบนหน้าท้องเป็นการปิดท้าย ชางมินลุกขึ้นนั่ง จ้องมองคนรักที่ตอนนี้จมเข้าสู่ห้วงนิทราไปแล้วอย่างรักใคร่ และได้แต่บ่นในใจ
....เมื่อไหร่จะโตสักทีน้า....



//////////////////////////////////////////////



ผ่านมาเกือบสองอาทิตย์แล้วหลังไปเที่ยวทะเล ชางมินที่เรียนจบแล้วต้องเข้ามาเรียนรู้งานที่บริษัทของครอบครัว ส่วนมินโฮก็เอาแต่เล่นเกมส์ไม่สนใจอะไรรอบข้างเสียเท่าไหร่ ดีหน่อยก็ตรงที่พอถึงเวลาที่ชางมินเลิกงาน มินโฮจะเลิกเล่นแล้วไปนั่งรอนอนรอชางมินที่บ้านของร่างสูง หากถามว่าทำไมมินโฮต้องเทียวไปเทียวมา ทำไมไม่มาเล่นเกมส์เสียที่บ้านของชางมินเลย จะได้ไม่เสียเวลาเดินทาง คำตอบคือไม่เสียเวลาอะไรเลยเพราะบ้านของมินโฮกับชางมินห่างกันแค่รั้วกั้น การที่มินโฮเดินไปเดินมาระหว่างบ้านตัวเองกับบ้านของร่างสูงมันจึงเป็นเรื่องปกติ แล้วยิ่งช่วงนี้บ้านของมินโฮไม่มีคนอยู่พ่อไปดูงานที่ต่างประเทศ แม่ก็ไปกับพ่อนั่นแหละแต่เห็นบอกจะไปเที่ยวไม่ได้ไปช่วยทำงาน ดังนั้นมินโฮจึงต้องฝากปากท้องรวมถึงที่หลับที่นอนไว้กับบ้านของชางมิน

แล้ววันนี้ก็กิจวัตรประจำวันที่มินโฮต้องทำคือเล่นเกมส์เสร็จก็กลับมานั่งรอรับชางมินที่กำลังกลับมาจากทำงาน แต่วันนี้ออกจะต่างจากทุกวันอยู่ก็ตรงที่เมื่อเดินเข้ามาในบ้านคุณป้าแม่บ้านบอกกับเขาว่ามีผู้หญิงมานั่งรอร่างสูงได้สักพักแล้ว

"แล้วเขาได้บอกไหมครับว่าเป็นใคร"
"เธอบอกแค่ว่าเป็นเพื่อนกับคุณชางมินค่ะ ป้าถามว่าจะให้เรียนคุณชางมินให้ทราบไหมว่าเธอมารอ เธอก็บอกไม่ต้องค่ะ"
"งั้นก็ปล่อยไว้อย่างนั้นล่ะครับ"
"ค่ะ แล้วคุณมินโฮจะรับของว่างไหมคะ เดี๋ยวป้าจะให้เด็กยกมาให้"
"เหมือนเดิมก็ได้ครับ ขอบคุณนะครับป้า"

คุยกับคุณป้าแม่บ้านเสร็จเรียบร้อยมินโฮก็เดินไปห้องรับแขก ขาเรียวก้าวมาหยุดอยู่ตรงประตูห้องยืนมองหญิงสาวคนที่ถูกพูดถึงสักพักก่อนก้าวเข้าห้องไปแล้วนั่งลงที่โซฟาตัวประจำอย่างไม่สนใจจะทักทายหญิงสาวแต่อย่างใด แล้วยกหนังสือการ์ตูนเล่มที่ถือติดมือมาขึ้นอ่าน

ทุกอย่างที่มินโฮทำอยู่สายตาของเธอทั้งหมด ท่าทางสบายๆนั่นอะไรกันเด็กนี่ทำตัวอย่างกับว่าบ้านนี้เป็นของตัวเองอย่างนั้น ไม่เห็นหัวเธอที่นั่งอยู่ตรงนี้สักนิด อาการหมั่นไส้บวกกับความอยากรู้ทำให้เธอต้องเรียบๆเคียงๆถามออกไป

"...เอ่อ...เธออยู่บ้านนี้หรอ"มินโฮเงยหน้าจากหน้าหนังสือการ์ตูนหันซ้ายหันขวาแล้วชี้นิ้วมาที่ตัวเองเป็นเชิงถามว่าคุยกับเขาหรือ เมื่อเห็นเธอพยักหน้ามินโฮจึงตอบออกไป
"ปกติก็ไม่ได้อยู่บ้านนี้หรอกครับ"ตอบแต่ก็ยังก้มหน้าอ่านต่อ
"อ้าว แล้วปกติเธออยู่ที่ไหนล่ะ"
"อยู่บ้านข้างๆน่ะ แต่พ่อกับแม่ไม่อยู่ชางมินเลยให้มานอนที่นี่"ชื่อของชายหนุ่มที่เธอกล่าวอ้างว่าเป็นเพื่อนหลุดออกมาเรียกความสนใจของเธอได้ไม่น้อยและพยายามชวนคุยเพื่อตีสนิท
"อ่อ เธอเป็นน้องชายของชางมินหรอ"เพราะเห็นว่ามินโฮยังเป็นเด็กเธอจึงถามออกไป
"เปล่า"มินโฮส่ายหน้าปฏิเสธ
"งั้นเป็นญาติกับชางมิน ต้องใช่แน่เลยเพราะฉันว่าฉันคุ้นๆหน้าเธอนะ"
"เมื่อก่อนอ่ะเป็นญาติ แต่ตอนนี้ไม่ใช่"
"เอ๊ะ!! นี่เธอจะเอายังไงเดี๋ยวบอกใช่เดี๋ยวบอกไม่ใช่!!"เพราะเห็นว่าเด็กตรงหน้าพูดจากวนเสียจนเธอทนไม่ไหวจึงผุดลุกขึ้นตะโกยเสียงดัง
"อ้าว ก็คุณถามผมก็ตอบ"
"แล้วถ้าเธอไม่ได้เป็นญาติกับชางมิน แล้วทำไมชางมินถึงให้เธอเข้าอยู่ในบ้านได้ล่ะ"
"ผมเป็นแฟนชางมินไง แล้วคุณเลิกตะโกนได้แล้วอยู่ใกล้แค่นี้ เดี๋ยวก็เจ็บคอหรอก"พูดจบก็ก้มหน้าอ่านหนังสือในมือต่อ
"ฉันไม่เชื่ออย่างชางมินนะหรอจะมาคบเด็กอย่างเธอ หึ"
"แล้วเด็กอย่างผมมันทำไม ว่าแต่คุณเป็นเพื่อนชางมินจริงเปล่าเนี่ย ท่าทางไม่เหมือนเลยอ่ะ"มินโฮมองหญิงสาวอีกครั้งอย่างพิจารณา
"ก็ต้องใช่สิยะ ฉันไม่โกหกเหมือนเด็กบางคนแถวนี้หรอก"พูดจบหล่อนก็กอดอกเชิดหน้า
"ถ้าคุณไม่..."พูดยังไม่ทันจบเสียงรถที่แล่นเข้ามาจอด เรียกให้มินโฮหันไปมองก่อนจะลุกขึ้นแล้วเดินออกจากห้องรับแขกไป
"นี่เธอจะไปไหนน่ะ!"หญิงสาวตะโกนถาม แล้วเดินตามมินโฮออกมา


"พี่~"
"ไงตัวแสบ ทำงานเหนื่อยอ่ะ มาขอกอดให้หายเหนื่อยหน่อยดิ่"ร่างสูงเดินเข้ารวบคนตัวเล็กเข้าไปกอดแน่น แถมจุ๊บที่หน้าผากไปให้อีกหนึ่งที
"พอแล้ว! ผมหายใจไม่ออก"ในขณะที่ภาพประจำวันกำลังเดินไปตามที่มันควรเป็นก็ถูกขัดขึ้น

"ชางมิน! ยูรากลับมาหาคุณแล้วค่ะ"


/////////////////////////////////////////////////////////

ก๊อก ก๊อก ก๊อก
"มินโฮ~ เปิดประตูให้พี่หน่อยสิ"นานกว่าครึ่งชั่วโมงแล้วอตั้งแต่ยูราหรือฮงยูรากลับไป ชางมินยืนเคาะประตูอยู่ตรงนี้มาเกินครึ่งชั่วโมงแล้ว
โครม!
และทุกครั้งที่เคาะจะมีเสียงของกระแทกประตูทุกครั้งเช่นกัน ไม่รู้ว่าป่านนี้สภาพภายในห้องของเขาจะเป็นยังไงบ้าง แต่ถึงห้องจะเละเทะแค่ไหนชางมินก็ใช่ว่าจะสนใจ ที่ชางมินสนใจคือเด็กน้อยที่เข้าไปขังตัวเองอยู่ในห้องมาเกือบชั่วโมงแล้วต่างหาก
"มินโฮ~ ออกมาคุยกันหน่อยคนดี"
โครม !โครม!
ชิมชางมินจะไม่ต้องมายืนง้อให้เหนื่อยเลยหากเขาไม่เผลอเรอลืมใครบางคนที่สำคัญไป

Flash Back

"ยูรา"ร่างสูงชะงักไปเมื่อเห็นว่าเป็นใคร หญิงสาวที่ยืนยิ้มอยู่ตรงหน้าเขาคือคนเดียวกับคนรักเก่าที่เลิกรากันไปเมื่อหลายปีก่อนไม่ผิดแน่ ในวันที่จากไปหญิงสาวบอกกับเขาเพียงแค่ว่าไม่ต้องรอเธอ เพราะเธอจะไม่กลับอีกแล้ว แต่เหตุใดวันนี้ คนคนนั้นถึงมายืนอยู่ตรงนี้กัน

"ฉันกลับมาหาคุณแล้วนะคะชางมิน"หญิงสาวโผเข้ากอดร่างสูง ในช่วงเวลาที่ยังประหลาดใจและตกใจ สมองยังมึนๆคิดอะไรไม่ออก แขนแกร่งก็ยกขึ้นกอดตอบ ในความเงียบงันคนที่กันออกจากโลกของคนสองคน ได้แต่ยืนมองภาพตรงหน้านิ่ง ในใจสับสนมีแต่คำถามมากมายเต็มไปหมด เพราะไม่รู้จะจัดการกับความรู้สึกความคิดในตอนนี้ยังไง มินโฮจึงทำได้แค่มองแล้วหันหลังเดินขึ้นชั้นบนไปเงียบๆ

"อ...เอ่อ ยูรา"เหมือนสติจะกลับมาครบร้อย ชางมินค่อยๆดันหญิงสาวออก
"ฉันดีใจจริงๆที่ได้เจอคุณ ตอนอยู่อเมริกาฉันคิดถึงคุณตลอด"แม้จะถูกดันออกมาแต่มือเรียวบางก็ยังกุมมือหนาไม่ปล่อย เรียวตาสวยสบกับตาคมสื่อความหมายอย่างที่พูด
" อยู่ที่โน่นคุณสบายดีนะ"
"ก็สบายดีค่ะ ตอนที่ตัดสินใจไป ฉันคิดว่าฉันคงจะอยู่ได้จะไม่เป็นไรถึงไม่มีคุณ แต่ยิ่งนานฉันก็ยิ่งคิดถึงคุณ ฉันพยายามเรียนให้จบแล้วกลับมาหาคุณ"น้ำเสียงบ่งบอกถึงความเสียใจ แววตาเศร้าสร้อยช่างน่าสงสาร
"...กลับมา...หาผมงั้นหรือ??"เน้นเสียงถามคนตรงหน้า
"ใช่ค่ะ กลับมาหาคุณ กลับมาอยู่กับคุณ ฉันจะไม่ไปไหนอีกแล้ว"ยูราพยักหน้ารับ ยืนยันให้อีกฝ่ายได้มั่นใจ
"...ผม..."ชางมินยังตั้งตัวไม่ติด คิดอะไรออกในหัวมีแต่คำพูดของหญิงสาววิ่งวนไปมา เขาก็ยังไม่ได้ตอบกลับความรู้สึกเธอไป จวบจนยูรากลับไปนั่นแหละเขาถึงคิดได้ว่า
....ลืม...ใครบางคนไป

Flash Come

ร่างสูงยืนพิงประตูห้องที่เขาเคาะมานานอย่างคิดไม่ตก ชางมินได้แต่ถามตัวเองว่าทำไมถึงไม่ปฏิเสธยูราไป ทำไมถึงไม่บอกยูราไปว่าเขามีมินโฮอยู่แล้ว หรือเพราะลึกๆแล้วเขายังมีความรู้สึกนั้นกับยูราอยู่ ความรู้สึกที่เรียกว่า"รัก" แล้วถ้าหากเขายังรัก แล้วใจเขายังรอหญิงสาวอยู่
...แล้วที่เขารู้สึกกับมินโฮมันคืออะไร...
ชางมินรู้แค่ว่าความรู้สึกที่เขามีต่อเด็กน้อย ไม่เหมือนกับที่เขาเคยมีในอดีตกับคนรักเก่า รักเหมือนกันแต่ลึกลงไปในรายละเอียดของความรู้สึกของหัวใจมันแตกต่าง...ต่างกันมาก ถ้าเพียงแต่เขาหาความแตกต่างนั้นเจอเด็กน้อยของเขาคงไม่ต้องเสียใจอยู่อย่างนี้ เพราะในตอนนี้คนที่เขาพูดได้เต็มปากว่า"สำคัญ" คงกำลังเสียใจอยู่ข้างในนั้นแน่นอน ไม่รู้ว่าเด็กน้อยจะร้องไห้หรือเปล่า ในหัวเล็กๆนั่นจะคิดอะไรอยู่ แค่คิดว่าเด็กที่เคยสดใสและมีแต่เสียงหัวเราะมาตลอดต้องมามีน้ำตาเพราะความงี่เง่าของตัวเอง ในใจก็อึดอัดบีบรัดแทบทนเข้าไปกอดแล้วปลอบไม่ไหว
....ชิมชางมินคนโง่...เมื่อปากกับใจตรงกันที่บอกว่าห่วงใยความรู้สึกและไม่อยากให้ใครคนที่สำคัญเสียใจ....คำตอบอยู่ตรงหน้า แล้วทำไมต้องถามหาความแตกต่าง....


"มายืนทำอะไรตรงนี้ชางมิน?"เสียงทักเรียกให้ร่างสูงหลุดออกจากภวังค์ความคิด เงยหน้ามองก่อนจะเห็นว่าคนถามเป็นใคร ก่อนจะอ้อมแอ้มตอบออกไป
"...เอ่อ...เข้าห้องไม่ได้ครับ"
"เข้าไม่ได้? ทำไมถึงเข้าไม่ได้ล่ะ แล้วน้องไปไหน"ชิมจูยองมองลูกชายอย่างสงสัยแต่ไม่ได้ใส่ใจอะไรนัก แล้วถามหาใครอีกคนที่อยู่ร่วมบ้านมาได้หลายวันแล้ว
"มินโฮอยู่ในห้องครับ"
"อ้าว น้องก็อยู่แล้วทำไมเราเข้าห้องไม่ได้ หรือไปกวนโมโหอะไรน้องอีกล่ะ"
"ก็นิดหน่อยครับ ตามปกตินั่นแหละ"ชางมินได้แต่ยิ้มเจื่อนตอบส่งๆไป
"โตแล้วชางมิน เลิกเล่นเป็นเด็กได้แล้ว รีบง้อจะได้เวลาอาหารเย็นแล้ว"
"ครับ~ ผมจะไม่ให้ลูกชายคนโปรดของท่านรองประธานอดข้าวแน่นอนครับ"ชางมินเอ่ยแซวคำสั่งของมารดาอย่างขำๆ แต่พอแผ่นหลังบางของมารดาหายลับเข้าห้องไปร่างสูงกลับถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ หันกลับไปมองประตูห้องของตัวเองอย่างหนักใจอีกครั้ง

"มินโ..."ตั้งใจว่าจะลองเรียกอีกครั้ง แต่ประตูกลับเปิดออกมาก่อน ร่างเล็กยืนอยู่ตรงหน้าพร้อมกับเสื้อผ้าชุดใหม่ บอกให้รู้ว่าเด็กน้อยอาบน้ำแล้ว ชางมินยิ้มกว้างที่เด็กน้อยยอมเปิดประตูเสียที
“กลับไปแล้วหรอครับ”คนตัวเล็กถามเสียงเรียบไม่บ่งบอกอารมณ์
“อ...อื้ม กลับไปแล้ว แล้วนี่มินโฮอาบน้ำแล้วหรือ”พูดจบร่างสูงเดินเข้าไปหาร่างเล็กทำท่าจะกอดแต่มินโฮเบี่ยงตัวหลบ
“พี่ไปอาบน้ำเถอะ เดี๋ยวผมลงไปรอข้างล่าง”สั่งเสร็จก็เดินลงบันไดไปทันที ชางมินที่ยังงงกับท่าทางแปลกๆของมินโฮ ได้แต่มองตามหลังบางอย่างไม่เข้าใจก่อนจะเข้าห้องไป


//////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////


นับจากวันที่หญิงสาวคนรักเก่าของชางมินกลับมานี่ก็หลายวันแล้ว ชางมินเล่าเกี่ยวกับผู้หญิงคนนั้นให้มินโฮฟังและมินโฮก็ไม่ได้ว่าอะไร ระหว่างชางมินกับมินโฮก็เหมือนเดิม ที่เช้าชางมินไปทำงาน มินโฮจะเล่นเกมส์พอถึงช่วงเวลาที่ชางมินเลิกงานก็จะมานั่งรอเป็นอย่างนี้เช่นทุกวัน แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือเวลากลับบ้านของร่างสูงที่จะช้ากว่าปกติ บางครั้งเลยเวลาอาหารเย็นไปนานแล้วกว่าร่างสูงมาถึงบ้าน พอถามไปว่าทานข้าวมาหรือยัง ชางมินจะตอบว่าทานแล้วมินโฮยังแปลกใจว่าทำงานตลอดแล้วเอาเวลาที่ไหนไปทานข้าว และที่หนักสุดคือมินโฮเข้านอนไปแล้วและไม่รู้ว่าชางมินกลับเข้าบ้านมาตอนไหน ตื่นนอนตอนเช้าจะเห็นร่างสูงนอนอยู่ข้างๆ ถามก็จะบอกว่างานเยอะต้องอยู่ทำจนดึก เป็นอยู่อย่างนั้นสองคนคุยกันแทบจะนับคำได้ มินโฮไม่อยากคิดว่าร่างสูงโกหก มินโฮไม่อยากระแวง มินโฮบอกกับตัวเองทุกครั้งที่คิดอะไรไม่ดีว่าเขายังเด็กไม่เข้าใจงานที่ผู้ใหญ่เขาทำกัน แต่ถึงจะคิดอย่างนั้นสุดท้ายความคิดที่ว่าร่างสูงเปลี่ยนไปก็กลับมา ถึงชางมินจะยังกอดเขาเหมือนเดิม ยังยิ้มให้เขาเหมือนเดิม
....แต่บางอย่างหายไป บางอย่างมันไม่เหมือนเดิม....

และวันนี้ครบหนึ่งอาทิตย์แล้วชางมินก็ยังกลับบ้านดึก มินโฮตัดสินใจนั่งรอที่ห้องรับแขก เข็มสั้นบนหน้าปัดนาฬิกาเดินผ่านเลขสามจนจะถึงเลขสี่อยู่แล้ว แต่ชางมินก็ยังไม่กลับ มินโฮนั่งเหม่อมองเข็มนาฬิกาที่มันค่อยๆเดินอยู่อย่างนั้น รายการที่ฉายอยู่บนจอโทรทัศน์เป็นรายการอะไรหรือเรื่องอะไรมินโฮก็ไม่ได้ใส่ใจ แค่เปิดทิ้งเอาไว้เพื่อไม่ให้เงียบ ตอนนี้เข็มสั้นของนาฬิกาเดินเลขสี่ไปจนถึงเลขห้าและกำลังจะเลยผ่านเลขห้าไป คนที่มินโฮนั่งรอมาหลายชั่วโมงก็มาถึงเสียที

ร่างสูงเดินเข้าบ้านมือหนาดึงรูดเนคไทออก วันนี้งานกองพะเนินเต็มโต๊ะ ทำมากแค่ไหนก็เหมือนว่ามันจะลดน้อยลงเลยสักนิด ตอนนี้เขาอยากอาบน้ำแล้วนอน ร่างสูงคิดอย่างนั้นและกำลังจะเดินขึ้นบันไดขาก้าวยาวกลับหยุด นึกแปลกใจที่ดึกขนาดนี้ไฟในห้องรับแขกกลับยังเปิดอยู่หรือมารดาของเขานึกอยากดูละครช่วงนี้กัน ไม่ให้เสียเวลาสงสัยอะไรขายาวจึงเดินกลับไปดู แล้วสิงที่เห็นก็ทำให้แปลกใจยิ่งกว่าเดิมเพราะเป็นเด็กน้อยที่นั่งอ่านหนังสือการ์ตูนแต่เปิดโทรทัศน์เอาไว้

“มินโฮดึกแล้วทำไมยังไม่นอนอีก”ร่างสูงเดินไปนั่งลงข้างคนที่กำลังตั้งหน้าตาอ่าน มินโฮได้ยินเสียงถามก็เงยขึ้นจากหนังสือในมือแล้วตอบกลับ
“ยังไม่ง่วง พี่กลับดึกอีกแล้วนะครับ”
“อืม งานเยอะชะมัด ทั้งๆที่พี่เพิ่งจะเริ่มทำแท้ๆไม่รู้จะเยอะไปไหน เฮ้อ~”พูดจบก็เอนตัวไปด้านหลังพิงพนักโซฟาบอกว่าหมดแรงจริงๆ
“นั่นสิ อีกหน่อยก็คงไม่มีเวลา”ร่างบางพึมพำกับตัวเองเบาๆ ไม่ให้อีกคนได้ยิน
“แล้วนี่ทำไมถึงนอนไม่หลับล่ะหื้ม หรือว่ารอพี่??”ถามด้วยความห่วงใย แต่ปลายเสียงกับกรุ่มกริ่มหยอกล้อในที แขนแกร่งสอดรอบเอวเล็กรั้งเข้ามากอด
“เพราะผมนอนกลางวันเยอะไปต่างหาก ไม่งั้นป่านนี้ผมหลับไปนานแล้ว”มือบางวางหนังสือในลงบนโต๊ะ แล้วเอนตัวซบหัวเล็กลงกับแผ่นอกกว้าง การกระทำน่ารักขัดกับคำพูดทำเอาร่างสูงยิ้มไม่หุบ เห็นแล้วอยากอ้อนเด็กน้อยบ้าง
“...เหนื่อยจัง”ร่างสูงพูดกับกลุ่มผมนุ่มแล้วจูบลงไปเบาๆ
“เหนื่อยก็ไปนอนสิ”พูดไล่กลายๆแต่แขนเรียวกลับกอดร่างสูงแน่นขึ้น
“มินโฮจะขึ้นไปพร้อมพี่หรือเปล่า”ร่างสูงถาม มินโฮเงยขึ้นมอง แล้วคิดสักพักก่อนจะตอบออกมา
.
.
.
.
“ไปสิ เดี๋ยวคนแก่นอนไม่หลับ”




ร่างสูงเดินเช็ดผมที่เพิ่งสระออกมาจากห้องน้ำ เดินมาหาร่างเล็กที่นั่งอ่านหนังสือการ์ตูนเล่มเดิม ชางมินทิ้งตัวลงนั่งบนเตียง เอือมมือไปดึงหนังสือออกจากมือบางแล้วยื่นผ้าขนหนูให้แทน มือบางรับผ้ามาแล้วเริ่มเช็ดผมให้ร่างสูง

“เรื่องนี้สนุกหรือ เห็นอ่านตลอดเลย”ชางมินถามมือก็พลิกหน้ากระดาษไปเรื่อยๆ
“เล่มนี้มันก็ของพี่ไม่ใช่หรือไง ถ้าไม่สนุกพี่จะซื้อมาทำไมหลายเล่ม ถามเหมือนไม่เคยอ่าน”
“อ้าว หรือ? ฮ่าๆ”
“...หรือมันไม่ใช่ของพี่ถึงถามแบบนั้น”มือบางที่กำลังเช็ดผมชะงักไปเล็กน้อยเหมือนสังเกตอะไรได้ แล้วก็เริ่มเช็ดใหม่ไม่ทันให้ร่างสูงได้รู้ตัว
“เปล่าหรอก ลืมน่ะ ไม่ได้อ่านนานแล้ว”บทสนทนาจบลงแค่นั้น ร่างสูงยังเปิดหน้าหนังสืออ่านไปเรื่อยๆมือบางก็เช็ดผมให้จนผมที่เปียกชื้นแห้ง มินโฮจึงเอาผ้าไปตาก แล้วกลับมาทิ้งตัวลงนอน สั่งให้ร่างสูงจัดการปิดไฟให้เรียบร้อยแล้วมานอน เพราะตอนนี้มันดึกมากแล้ว

ร่างสูงมองแผ่นหลังบางที่นอนหันหลังให้เขา เมื่อนึกถึงสิ่งที่มินโฮทำวันนี้แล้วปากหยักก็ยกยิ้ม เจ้าตัวบอกไม่ได้รอเขาเพราะยังไม่ง่วงเลยไม่ยอมนอน แต่ตากลมโตกลับแดงกล่ำเหมือนคนอดนอนอย่างนั้น ถึงชางมินจะมองว่าการที่มินโฮมานั่งรอตัวเองกลับมาบ้านนั้นน่ารักแค่ไหน แต่ชางมินก็ไม่อยากให้มินโฮอดนอนอยู่ดี ชางมินสอดตัวเข้าใต้ผ้าห่มแล้วล้มตัวลงนอนข้างๆเด็กน้อย มือหนายื่นออกไปจับให้ร่างบางพลิกกลับมา

“มินโฮหลับแล้วหรือคนดี”เสียงทุ้มเอ่ยเรียกอีกฝ่ายเบาๆ นิ้วเรียวยาวเกลี่ยผมที่ปรกหน้าผากมนออกเพื่อจะได้มองหน้าคนรักให้ชัดๆ
“...หลับแล้ว~”มินโฮเอ่ยตอบเสียงงัวเงีย ตากลมโตลืมขึ้นแต่มันก็หรี่ปรือเต็มที
“หึหึ อย่าเพิ่งหลับ คุยกับพี่ก่อน”ชางมินขำกับคำตอบ ก่อนที่แขนแข็งแรงสอดเข้าไปใต้ตัวคนตัวเล็ก ดึงอีกฝ่ายมาแนบอก ส่วนคนตัวเล็กก็เบียดหัวกลมๆซุกกับอกกว้างแล้วกอดตอบร่างสูง
“มันดึกแล้วนะ พรุ่งนี้พี่ต้องไปทำงานไม่ใช่หรอ”มินโฮที่ตอนนี้ตื่นเต็มตาแล้ว ถามคนชวนคุย
“แต่เราไม่ค่อยได้คุยกันเลย มินโฮไม่คิดถึงพี่บ้างหรือไงกัน”
“...คิดถึงสิ...มากด้วย”
“ชื่นใจจัง”ชางมินยิ้มให้กับคำตอบพลางกอดร่างบางแน่นขึ้น
“พรุ่งนี้พี่รีบกลับบ้านได้ไหมอ่ะ”
“...ทำไมล่ะ มีอะไรหรือ??”มินโฮมองสบตากับร่างสูงแล้วบอกสิ่งที่อยู่ในใจออกไป
.
.
.
.
.
“ก็ผมคิดถึงพี่จนทนไม่ไหวแล้วนะสิ”

ชางมินอึ้งไปกับคำพูดของคนในอ้อมกอด ไม่บ่อยนักที่มินโฮจะพูดอะไรแบบนี้ พอได้ยินแล้วชักอยากหยุดงานแล้วมาขลุกอยู่กับเด็กน้อยทั้งวันให้หายคิดถึง



////////////////////////////////////////////////////////////////



เช้าวันเสาร์ที่อากาศดีเหมาะกับเป็นวันพักผ่อน แต่ชิมชางมินก็ยังต้องตื่นแต่เช้าไปทำงานอีกทั้งวัน มันช่างน่าเบื่อเสียจริงๆ แต่ก็เอาเถอะรีบไปแล้วจะได้รีบกลับมา เมื่อคืนมินโฮอุตส่าห์อ้อนทั้งที เขาคงไม่ใจร้ายพอจะที่จะปล่อยให้คนรักรอจนค่อนคืนเหมือนเมื่อวานเป็นแน่ คิดอย่างนั้นก่อนจะลุกขึ้นจากเตียงแล้วเดินเข้าห้องอาบน้ำไป ปล่อยให้เด็กน้อยที่ตัวเองกอดนอนมาทั้งคืนหลับสบายอยู่ใต้ผ้าห่มผืนหนาต่อ ดังนั้นบนโต๊ะอาหารของมื้อเช้าจึงมีแค่สามคนพ่อแม่ลูก าดมินโฮที่ยังไม่ลงมาร่วมโต๊ะทำเอาชิมยูจองรู้สึกเป็นห่วงกลัวคนโปรดจะไม่สบาย ชางมินจึงบอกกับมารดาไปว่าเมื่อคืนน้องนอนไม่ค่อยหลับวันนี้เลยให้ตื่นสายได้

ร่างของคนที่ตกเป็นหัวข้อในการสนทนาระหว่างแม่ลูกบนโต๊ะอาหาร ขยับตัวหยุกหยิกเพราะแสงที่ส่องผ่านหน้าต่างเข้ามากระทบเปลือกตา ก่อนจะงัวเงียลุกขึ้นนั่งทั้งที่ตายังไม่ยอมลืมขึ้นด้วยซ้ำ มือบางความสะเปะสะปะหาโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะข้างเตียงเพื่อจะดูเวลา ตากลมโตค่อยๆลืมขึ้นอย่างลำบากเปลือกยังหนักอึ้งเพราะความง่วงงุนยังมีอยู่ มือบางข้างที่ว่างยกขึ้นถูเปลือกตาบางไปมา แล้วตามมาด้วยการหาวอีกวอดใหญ่ เมื่อเจอสิ่งที่หาจึงยกขึ้นมาดูเวลา แต่เจอกระดาษโพสอิทสีฟ้าที่มีข้อความสั้นๆเขียนไว้แปะอยู่จึงดึงมันออกมาอ่าน

ถึง...เด็กขี้เซา
ตื่นแล้วอย่าลืมคิดถึงพี่เหมือนเดิมนะ
แล้ววันนี้จะรีบกลับมาทำให้หายคิดถึง
รัก...ชางมิน

มินโฮไล่อ่านตัวหนังสือจนจบ แล้วนึกถึงเมื่อคืนที่ตัวเองเผลอทำอะไรไป ร่างบางก็ลงไปนอนม้วนบนเตียง
....น่าอายชะมัด!....
บิดตัวกลิ้งไปกลิ้งมาเพราะอายเรื่องที่ตัวเองทำอยู่อย่างนั้น จนเหลือบไปเห็นนาฬิกาที่ตั้งอยู่บนโต๊ะ ตัวเลขบนหน้าปัดบอกว่าตอนนี้เวลาเก้าโมงเช้ากับอีกสิบห้านาทีแล้ว และเขาก็ควรลุกจากที่นอนด่วนจี๋ เพราะวันนี้เขามีนัดกับคีบอมตอนสิบโมง ชเวมินโฮไม่อยากฟังคิมคีบอมบ่นจนหูชาหรอกนะ!!


หลังจากใช้เวลาไม่กี่นาทีในการอาบน้ำและแต่งตัว แม้แต่ข้าวมื้อแรกของวันของมินโฮยังเป็นแค่แซนวิซสองสามชิ้นที่คุณป้าแม่บ้านทำใส่กล่องมาให้เขาทานบนรถ มินโฮรีบยัดแซนวิซคำสุดท้ายเข้าปาก เคี้ยวเร็วๆก่อนจะกลืนลงไปตามด้วยนมอีกหนึ่งกล่อง นมหยดสุดท้ายไหลลงสู่กระเพาะพร้อมๆกับรถที่มาส่งจอดสนิทตรงที่นัดหมาย มินโฮรีบลงจากรถแล้วกวาดสายตามองหาเพื่อนสนิท ไม่นานสายตาก็ไปโฟกัสเข้ากับคนที่กำลังยืนกอดอกใบหน้าหวานๆนั่นบึ้งตึงที่กำลังมองมาที่เขา มินโฮหน้าซีดวันนี้ก็คงไม่รอดฝีปากการบ่นของคิมคีบอมแน่นอน ร่างบางยืนไว้อาลัยให้ตัวเองก่อนจะเดินไปหาคนที่อารมณ์บูดสนิท

“ครึ่งชั่วโมง แก้ตัวมาว่าทำไมนายถึงมาสายตั้งครึ่งชั่วโมง”คีบอมถามเสียงเข้ม
“ตื่นสาย~”มินโฮตอบเสียงเบา พอได้ยินคำแก้ตัวเท่านั้น คีบอมก็บ่นๆแล้วก็บ่น แต่บ่นว่าอะไรบ้างมินโฮเองก็จนปัญญาจะฟังทัน และไม่อยากจะฟังด้วย บ่นอยู่นานหลายนาทีก่อนจะจบลงด้วยเขาต้องเลี้ยงข้าวกลางวันเป็นการขอโทษ โดยที่เขาปฏิเสธไม่ได้นั่นแหละอีกคนก็พออกพอใจขึ้นมาทันที


“คิมคีบอม เราเดินวนห้างกันมารอบหนึ่งแล้วนะ ตกลงนายจะมาซื้ออะไร ฉันเห็นนายเข้าร้านนั้นออกร้านนี้แต่ยังไม่เห็นว่านายจะซื้ออะไรเลยสักอย่าง”มินโฮบ่นอย่างหน่ายๆ หลังถูกลากเข้าห้างมาคีบอมก็พาเขาเดินไม่หยุด เดินมาชั่วโมงกว่าแล้วด้วยซ้ำ แต่อีกคนที่บอกจะมาซื้อของขวัญวันเกิดให้แม่ตัวเอง ยังไม่ได้เลือกอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ทำเอาคนที่เดินตามแถมข้าวเช้ายังเป็นแซนวิซแค่สามชิ้นเริ่มเดินไม่ไหว
“อะไรอ่ะ นายตัวโตกว่าฉันตั้งเยอะ แค่นี้ก็เหนื่อยแล้วหรอ”คีบอมหันมาทำหน้าตูมบ่นกลับให้กับคนตัวโตกว่า
“นี่ ฉันยังไม่ได้กินข้าวเช้าเลยนะ แล้วตอนนี้มันก็เที่ยงแล้วด้วย ขอไปกินข้าวก่อนแล้วค่อยมาเดินต่อได้ไหมอ่ะ”มินโฮโอด มือก็ลูบท้องป้อยๆ ก็กระเพาะของเขามันเรียกหาอาหารมาสักพักแล้ว ถ้าให้เดินต่อไปเขาต้องเป็นลมแน่นอน คีบอมยกข้อมือขึ้นดูเวลาเห็นว่าเป็นอย่างที่เพื่อนบอกจริงๆ
“โอเค งั้นไปกินอาหารญี่ปุ่นร้านเดิมแล้วกัน”เมื่อตกลงและเลือกร้านอาหารกันเรียบร้อยทั้งจึงเดินขึ้นบันไดเลื่อนไปชั้นสี่ซึ่งเป็นที่ตั้งของร้านอาหารญี่ปุ่น

ชั้นสี่ของห้างจะเป็นส่วนของร้านอาหารทั้งหมด มีอาหารให้เลือกทานแทบทุกประเภทตั้งแต่อาหารธรรมดาไปจนถึงอาหารสุดหรู เสียงคีบอมร่ายเมนูอาหารที่อยากกินดังไม่หยุด แต่ก่อนจะถึงร้านที่ตั้งใจจะไป จะมีร้านอาหารอิตาลีชื่อดังตั้งอยู่ คนแทบจะเต็มร้านตลอด ในวันเสาร์แบบนี้คนยิ่งเยอะเป็นพิเศษ

“โอ๊ะ ร้านนี้ก็น่ากินนะ เห็นเขาบอกว่ามีเมนูใหม่ล่ะ เอาไว้วันหลั..ง..”เสียงคีบอมเงียบไป ตามมาด้วยแรงกระตุกที่ชายเสื้อ มินโฮหันมามองเพื่อนด้วยสีหน้างงๆ
“อะไร? นายจะเปลี่ยนใจกินอาหารอิตาลีแทน??”มินโฮถามคนที่ยืนชี้นิ้วค้างเข้าไปในร้าน
“มินโฮ นายดูนั่นสิ ใช่พี่ชางมินเปล่าอ่ะ”คีบอมไม่ตอบแต่เรียกให้เพื่อนมองตามนิ้วตัวเองที่จิ้มอยู่บนกระจกหน้าร้าน
“ไหน? ไม่เห็นเลย”มินโฮมองตาม แต่ก็ยังไม่เห็นคนที่เพื่อนบอก
“นั่นไง ที่นั่งกับผู้หญิงผมยาวๆที่ใส่ชุดที่ชมพู ทางซ้ายมืออ่ะ เห็นมั้ยๆ”คีบอมชี้พร้อมกับบอกตำแหน่ง มินโฮมองหาก่อนสายตาจะไปหยุดอยู่ที่โต๊ะริมหน้าต่าง ที่มีชายหญิงคู่หนึ่งนั่งอยู่ คนหนึ่งที่จำได้ดีและอีกคนที่ช่างคุ้นตา
“พี่...กับฮงยูรา”
“พี่ชางมินมากับใครอ่ะ เพื่อน?? นายรู้จักหรือเปล่า”เห็นเพื่อนเงียบไปคีบอมจึงหันมาถาม
“รู้จักสิ ฮงยูรา...แฟนเก่าชางมินไง”มินโฮตอบแต่ตาก็ยังมองไปที่คนรัก คีบอมตาโตกับคำตอบ แต่ก่อนที่คีบอมจะได้พูดอะไรมินโฮก็ลากคีบอมออกจากตรงนั้น เพราะเห็นว่าคนทั้งสองกำลังจะออกร้านแล้ว

“นี่ๆ นายไม่เข้าไปทักหน่อยล่ะ ปล่อยไว้แบบนั้นจะดีหรอ”คีบอมถามคนที่พาตัวเองมาหลบที่ร้านอาหารญี่ปุ่นใกล้ๆกัน
“ใครบอกว่าจะปล่อย ฉันแค่อยากตามดูเงียบๆน่ะ”
“อืม แต่ว่ามันจะบ่ายโมงแล้วนะ เดี๋ยวพี่ชางมินคงกลับไปทำงานต่อ”คีบอมยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดู พบว่ามันจะบ่ายโมงแล้ว ร่างสูงควรจะกลับเข้าบริษัทได้แล้ว มินโฮไม่ตอบอะไรแต่ลากเพื่อนให้เดินตามร่างสูงไป

ชางมินกับหญิงสาวลงบันไดเลื่อนมาชั้นสาม มินโฮที่เดินตามมาห่างๆมองดูคนรักของตัวเองทั้งหัวเราะทั้งยิ้ม ก่อนจะไล่สายตาไปที่มือของฮงยูรา มือเรียวสวยสมกับเป็นมือของผู้หญิงสอดคล้องไว้กับแขนแกร่ง บางจังหวะที่เธอคนนั้นหัวเราะเธอจะเอียงศีรษะไปซบกับท่อนแขนนั้น มินโฮมองภาพเหล่านั้นด้วยใจที่เจ็บแปลบ ไม่อยากมองไม่อยากเห็นและไม่ได้อยากเดินตามแบบนี้ แต่มินโฮก็ไม่อยากให้ตัวเองระแวง สู้พิสูจน์ให้รู้ไปเลยจะดีกว่า คีบอมมองเพื่อนตัวเองอย่างห่วงๆสีหน้าของมินโฮไม่สู้ดีนัก แต่คีบอมก็ไม่รู้จะทำอย่างไร อยากจะลากกลับแต่มินโฮคงไม่ยอมกลับแน่ คีบอมจึงได้แต่จับมือเพื่อนเอาไว้อย่างให้กำลังใจ

ร่างสูงเดินมาหยุดที่โรงหนังบนชั้นสามของห้าง ทั้งคู่หยุดยืนดูโปสเตอร์หนังรักโรแมนติก หญิงสาวรบเร้าจะดูให้ได้ร่างสูงจึงพยักหน้ารับ หญิงสาวยิ้มกว้างอย่างพอใจก่อนจะเดินไปซื้อตั๋ว ปล่อยให้ร่างสูงยืนอยู่ตรงนั้นคนเดียว

ชิมชางมินมาดูหนังไม่ใช่เรื่องแปลกแต่ที่ชเวมินโฮแปลกใจคือชิมชางมินที่เคยบอกกับเขาว่าไม่ชอบหนังรักๆใคร่แบบนี้ กลับเลือกที่จะดูมัน มินโฮลวงโทรศัพท์มือถือเครื่องเล็กออกจากกระเป๋ากางเกง ก่อนจะกดเบอร์ที่เมมไว้ว่า “ปีศาจลูกอม” แล้วโทรออก รอไม่นานปลายสายก็กดรับ

"ว่าไงคนดี โทรมาเร่งให้พี่กลับหรือไง" เสียงอ่อนโยนที่ลอดมาตามสาย หากเป็นเวลาปกติมันคงทำให้มินโฮยิ้มกับตัวเอง ถ้าแต่ตอนนี้เขาอยากร้องไห้เสียมากกว่า
“ผมแค่จะโทรมาถามว่าตอนนี้...พี่ทำอะไรอยู่ แล้วพี่ทานข้าวหรือยัง”มินโฮพยายามเปล่งเสียงออกไปให้เป็นปกติที่สุด ในขณะที่ปากขยับพูดแต่สายตาก็ยังมองไปยังร่างสูง
“เรียบร้อยแล้วล่ะ แล้วตอนนี้กำลังคิดถึงเด็กขี้เหงาบางคนอยู่”...คำว่าคิดถึง หากเป็นก่อนหน้านี้มันหลุดออกมาจากปากของร่างสูง มินโฮคงจะเขินอายอยู่ไม่น้อย แต่มันไม่ใช่ตอนนี้
“...พี่อย่าล้อเล่นน่ะ พี่...ทำงานอยู่ใช่ไหม อยู่ที่บริษัทใช่หรือเปล่า”ถามออกไปอย่างนั้น แต่ตัวมินโฮกลับรู้ดีว่าไม่ว่าคนรักจะตอบแบบไหนหรือยังไงมันก็โหก
“ไม่ได้ล้อเล่นนะ พี่ทำงานอยู่แล้วก็คิดถึงมินโฮไปด้วยไง”แค่ได้ยินคำตอบของคนที่อยู่ปลายสาย น้ำตาหยดแรกก็ไหลลงมา มือบางที่ถือโทรศัพท์อยู่สั่นไหว
“...พี่ไม่ได้...โกหกใช่ไหม”เสียงเริ่มไม่อาจควบคุมสั่นเครือ จนปลายสายเริ่มสังเกตได้
“มินโฮ~ เป็นอะไรหรือเปล่า พี่ทำงานอยู่จริงๆ รีบทำให้เสร็จจะได้รีบกลับไปหาเด็กดีไง”
“...แล้วพี่รู้หรือเปล่า ว่าตอนนี้ผมกำลังทำอะไรอยู่”
“............................”
“ผมก็กำลังมองดูพี่ทำงานไง สนุกไหม?? ต้องสนุกสิ ผมเห็นพี่ยิ้มตลอดเลยนี่”
“............!?............”ถอยคำที่หลุดออกมาทำเอาคนปลายสายอึ้งพูดไม่ออก ก่อนจะรีบมองหา
“พี่ไม่ต้องมองหาผมหรอก ไม่ต้องรีบกลับบ้าน เพราะกลับไปก็ไม่เจอผมอยู่ดี!!”
“มินโฮ! มินโฮ! บ้าเอ้ย!!”ร่างสูงสบถออกมาเสียงดัง สายถูกตัดไปแล้วยิ่งเร่งให้ตาคู่คมมองหาเด็กน้อยของตัวเองให้เจอเร็วขึ้น เชื่อว่าเด็กน้อยต้องอยู่แถวนี้แน่นอน แต่ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็ไม่มี ชางมินตัดสินใจจะไปตามที่บ้านถึงมินโฮจะบอกว่าต่อให้เขาไปไม่เจอก็ตาม แต่ยังไม่ทันจะก้าวขาไปไหนแรงรั้งที่แขนก็เรียกให้ร่างหันกลับมอง
“คุณจะไปไหนคะชางมิน เดี๋ยวจะได้เวลาแล้วนะคะ”ยูรามองร่างสูงอย่างสงสัยในท่าทางร้อนรน
“ผมมีธุระคงอยู่ดูหนังกับคุณไม่ได้แล้ว ขอตัวก่อนนะ”ชางมินรีบพูดก่อนจะดึงมือหญิงสาวออก แล้วรีบสาวเท้าออกมาจากตรงนั้น ยูราที่ยังมึนกับการถูกทิ้งกว่าจะรู้ตัวร่างสูงก็หายไปแล้ว หญิงสาวได้แต่เต้นเร่าด้วยความไม่พอใจอยู่คนเดียว



//////////////////////////////////////////////////////////////



ตลอดมาชิมชางมินไม่เคยขับรถเร็ว ไม่อยากขับและไม่เคยคิดจะขับรถเร็วด้วยซ้ำไป แต่ตอนนี้ชางมินคิดว่าความเร็วที่ขับอยู่มันยังน้อยไป แล้วยิ่งร้อนใจเมื่อหมายเลขปลายทางที่พยายามโทรหาเป็นครั้งที่เท่าไหร่ก็จำไม่ได้กลับไม่มีคนรับ พอโทรถี่ๆเข้ากลายเป็นโทรไม่ติดเสียอย่างนั้น ในใจมีแต่คำว่าหงุดหงิด หงุดหงิดและหงุดหงิด แต่ก่อนที่จะหงุดหงิดจนไปลงกับเจ้ามือถือเครื่องเล็ก เจ้ารถคู่ใจก็พาเจ้านายมาถึงที่หมาย ร่างสูงลงจากรถรีบเดินเข้าสู่ตัวบ้านแล้วเรียกถามสาวใช้ที่เดินผ่านมา ถึงได้รู้ว่าเด็กน้อยเพิ่งมาถึงบ้าน ตอนนี้อยู่บนห้องได้ยินอย่างนั้นชางมินก็รีบเดินขึ้นบันไดตรงไปยังห้องนอนของตัวเอง

มือหนาเปิดประตูออกสภาพภายในห้องทำร่างสูงอึ้ง ข้าวของที่เคยเป็นระเบียบบัดนี้ตกเกลื่อนอยู่เต็มพื้น ไม่เว้นแม้แต่แลปท็อปที่เคยวางอยู่บนโต๊ะตอนนี้ลงไปนอนตายอย่างสงบที่พื้นเรียบร้อย ส่วนคนที่ช่วยจัดห้องให้ใหม่กำลังจัดการเป้าหมายต่อไปคือตู้เสื้อผ้าที่มันเริ่มกระจุยกระจาย บนพื้นข้างเท้าเรียวมีกระเป๋าเสื้อผ้าที่ยังจัดไม่เสร็จวางอยู่ มือเล็กเลือกชุดของตัวเองทิ้งลงกระเป๋าอย่างไม่ใส่ใจนัก ตามด้วยดึงชุดของเจ้าของห้องเขวี้ยงทิ้งไปอีกทาง ชางมินได้แต่ยืนมองเด็กน้อยรื้อตู้เสื้อผ้าอย่างไม่คิดจะเข้าไปห้าม ชางมินได้ยินเสียงร่างเล็กพึมพำกับตัวเองว่า...ตัวนี้ชอบใส่ใช่ไหม...เสร็จแล้วก็ยกเสื้อตัวนั้นขึ้นเช็ดน้ำตาแล้วสั่งน้ำมูกใส่เป็นของแถม เห็นว่าสะใจแล้วก็โยนเสื้อตัวนั้นทิ้งไป ชางมินได้แต่คิดว่าเสื้อของเขาหลายตัวคงกลายเป็นที่ระบายของเด็กน้อยไปแล้ว

ถ้าไม่ได้ทะเลาะกันอยู่ร่างสูงก็คงจะยิ้มกับการกระทำแบบนี้ แต่ต่อให้กำลังทะเลาะกันอยู่เหมือนตอนนี้ร่างสูงก็ยังคิดว่ามันน่ารักดี ชางมินอยากหัวเราะกับสิ่งที่มินโฮทำ แต่เมื่อเห็นมือเล็กยกขึ้นดึงเสื้อทิ้งไปพลางเช็ดน้ำตาให้ตัวเองไปพลางอย่างนั้นก็หัวเราะไม่ออก ทั้งที่นิสัยจริงๆเด็กน้อยไม่ใช่พวกที่ชอบโกรธแล้วพาล โมโหแล้วอาละวาดอย่างที่ทำอยู่ สิ่งที่มินโฮทำลงไปมันล้วนเกิดจากเขาทั้งนั้น คิดแล้วก็เป็นเขาเองที่ผิดที่โกหก การทำให้มินโฮหายโกรธไม่ใช่เรื่องยาก แต่การทำให้กลับมาเชื่อใจอีกครั้งต่างหากที่มันยากกว่า

หากไม่มีคุณแล้ว ผมคิดถึงคุณ และคอยพร่ำเพ้อหาแต่คุณร่ำไป


ก่อนจะหย่อนเสื้อตัวสุดท้ายลงกระเป๋า ร่างบางก็สัมผัสได้ถึงแรงกอดเบาๆจากทางด้านหลัง แล้วเกยคางลงบนลาดไหล่บาง มือบางชะงักก่อนจะกำเสื้อที่ถืออยู่แน่น
“มินโฮ~”ใบหน้าคมซุกหน้าเข้ากับซอกคอคนรัก เสียงทุ้มต่ำเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงออดอ้อน
หากแต่สิ่งที่รับกลับมาคือความเงียบ ไม่มีหือไม่มีอือ ความว่างเปล่าที่ชางมินสัมผัสได้จากร่างบางที่อยู่ในอ้อมแขน ทำเอาในอกกระตุกวูบร่างสูงกอดคนตัวเล็กแน่นขึ้น แต่ยิ่งกอดแน่นมากแค่ไหนก็รับรู้ได้ถึงแรงสั่นของคนตรงหน้า น้ำตาเม็ดเล็กร่วงหล่นลงมาไม่ขาด เท่านี้ก็มากเกินพอแล้วที่จะทำให้ชางมินรู้สึกผิดไปตลอด

ร่างสูงรั้งร่างบางให้หันกลับมา ยิ่งเห็นในอกก็ยิ่งเจ็บร้าวชิมชางมินผิดเกินไปแล้วจริงๆ ตากลมโตที่เคยสดใสตอนนี้กลับแดงจนน่าจนตกใจ และเหมือนว่าพอเจอเจ้าของความผิดจำนวนน้ำตามันก็ยิ่งเพิ่มขึ้น ร่างสูงมองภาพนั้นด้วยความรู้สึกผิดจับใจ นิ้วยาวยกขึ้นแตะผิวแก้มใส เกลี่ยหยดน้ำตาออกให้อย่างทนุถนอม แล้วดึงเด็กน้อยเข้ามากอดไว้ หัวกลมซุกซบลงกับอกกว้าง สองแขนเรียวยกขึ้นกอดตอบ

“พี่รู้ใช่ไหมว่าทำไมผมถึงร้องไห้”
“...เพราะพี่ผิด...ทำให้มินโฮเสียใจ”
“แล้วพี่รู้ไหม..ฮึก..ว่าทำไมผมถึงเสียใจ”
“..............”
“เพราะพี่...มีเวลาให้คนอื่น...แต่ไม่มีให้ผม ฮึก..ก พี่รักคนอื่นมากกว่าผมหรอ”ยิ่งพูดร่างบางในอ้อมกอดก็ยิ่งสะอื้นมากขึ้น แค่รู้สึกว่าตัวเองไม่ได้สำคัญกับร่างสูง เด็กน้อยก็เจ็บไปทั้งใจแล้ว ร่างสูงประคองใบหน้าเปื้อนคราบน้ำตาไว้ด้วยสองมือ จ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่ไหวระริก
“...มินโฮคนดี พี่ขอโทษ...พี่ไม่ได้รักคนอื่นมากกว่ามินโฮ แล้วก็ไม่มีใครสำคัญกับพี่มากกว่ามินโฮ มินโฮสำคัญที่สุดและพี่ก็รักมินโฮคนเดียว...”

ความรู้สึกของผมนที่มันอัดแน่นไปด้วยแรงปรารถนาและความหวัง
ความรักของผมมันถลำลึกมากกว่าเดิม
ผมปิดบังมันต่อไปไม่ได้แล้ว คุณคือคนที่ฉันรัก

“ฮึก..ผมก็รักพี่ ผมจะไม่ถามพี่เรื่องวันนี้ ผมจะลืมมันไปก็ได้ ฮึกก แต่พี่อย่าทำแบบนี้อีกได้ไหม”
“พี่สัญญา...ว่ามันจะไม่เกิดขึ้นอีก ดังนั้นหยุดร้องไห้เถอะนะคนดี...”พูดจบร่างสูงก็กดจูบหนักๆที่หน้าผากมนก่อนจะดึงร่างบางเข้ามากอดไว้อีกครั้ง แล้วแนบริมฝีปากลงไปกับไรผมข้างขมับบางซ้ำๆ คนตัวเล็กวาดแขนกอดตอบ ซุกหัวเล็กกับอกหนา

และโดยที่ร่างสูงไม่รู้ตัว เด็กน้อยยกมือข้างหนึ่งที่โอบรัดแผ่นหลังกว้างอยู่ขึ้น แล้วยกนิ้วหัวแม่มือให้กับคนที่ยืนแอบอยู่ตรงประตูห้องตั้งแต่ที่ร่างสูงเดินเข้ามา เพื่อเป็นสัญญาณบอกให้รู้ว่า...สำเร็จ...ก่อนที่บุคคลปริศนาจะเดินหายไปจากที่ตรงนั้น




หลังจากที่ปรับความเข้าใจกันไป ร่างสูงอธิบายให้เด็กน้อยฟังว่าทำไมเขาถึงต้องกินข้าวดูหนังกับผู้หญิงคนนั้น ชางมินยอมรับกับมินโฮว่าเธอมาขอคืนดีและตามตื้อตัวเองอยู่จริง แต่ร่างสูงไม่ได้ตอบรับและปฏิเสธไปทุกครั้ง สุดท้ายยูราจึงล้มเลิกความคิดจะขอคืนดี แล้วชวนเขาออกไปกินข้าวด้วยกันตอนเที่ยงเพราะพรุ่งนี้ตอนเช้าเธอกลับอเมริกาแล้ว ชางมินแค่อยากจะเลี้ยงส่งเท่านั้น แต่ไม่คิดว่ามินโฮจะไปเจอ คนตัวเล็กเลยถามกลับไปว่าแล้วถ้าเธอหลอกให้ชางมินออกไปด้วยแค่นั้นล่ะ จะทำยังไง ชางมินยิ้มแล้วตอบไปว่า
...ต่อให้เธอโกหก พี่ก็ไม่ยอมเจอเธออีกแน่นอน ถ้ามันทำให้เด็กน้อยของพี่เสียใจ...

ตอนนี้เด็กน้อยของชางมินหยุดร้องไห้และล้างหน้าล้างตาเรียบร้อย นั่งทำตาแป๋วอยู่บนเตียงที่หมอนไปทางผ้าห่มไปทาง ชางมินยืนมองห้องที่เละจนเรียกได้ว่าไม่มีซอกไหนที่เหมือนเดิมอย่างกลุ้มๆ
....ใครจะเป็นคนเก็บวะ!....

พอคิดว่าจะให้คนทำเป็นคนเก็บแล้วหันไปมอง เหมือนว่าเด็กน้อยจะรู้ตัวจึงส่งยิ้มเสียหวานหยดกลับมาให้ แล้วใครมันจะไปใจร้ายได้ลงคอ งานนี้มีหวังคุณแม่บ้านบ่นยาวแน่นอน เลิกคิดเรื่องใครจะเป็นคนเก็บกวาดแล้วเดินมานั่งลงข้างคนตัวเล็ก แขนยาวรวบเอวร่างบางให้ขึ้นมานั่งบนตัก โน้มหน้าเข้าใกล้วางคางไว้บนไหล่ลาด ลมหายใจที่รินรดอยู่ข้างหูทำเอาเด็กน้อยก้มหน้างุด ร่างสูงยิ้มให้กับท่าทางเขินอายนั่น เห็นแล้วก็อยากจับมาจุ๊บแรงๆสักทีสองที คิดแล้วก็กระซิบเบาๆข้างหูบาง...








“มินโฮ~ พี่อยากกินลูกอม~”



FIN.



Behind The Scene

หลังจากที่ตัดสายทิ้งมินโฮก็ลากคีบอมออกจากห้าง แล้วเรียกแท็กซี่เพื่อกลับบ้าน พอขึ้นรถมินโฮก็หยุดร้องไห้เสียอย่างนั้น คีบอมมองเพื่อนตัวเองงงๆ
“นี่ๆ มินโฮนายไม่เสียใจแล้วใช่ไหม”
มินโฮหันมายิ้มให้เพื่อนก่อนจะอธิบายแผนการคร่าวๆให้คีบอมฟัง พอได้ฟังแล้วคีบอมไม่อยากจะเชื่อหูเชื่อสายตาตัวเองนัก นี่ใช่ชเวมินโฮเพื่อนของเขาแน่หรือ???
“แล้วนายคิดว่ามันจะได้ผลหรือไง พี่ชางมินจะตามนายกลับมาแน่หรอ”
“ตามมาสิ นายคอยดูก็แล้วกัน”พูดจบก็แสยะยิ้ม คีบอมมองเพื่อนแล้วกลัวแทนชางมินขึ้นมาทันที เขารู้จักเพื่อนตัวเองน้อยไปหรือความรักมันทำให้คนเปลี่ยนกันแน่เนี่ย คนฉลาดๆอย่างชางมินหรือจะมองไม่ออก แต่ก็ไม่แน่อย่างที่ใครหลายๆคนเคยพูดไว้ว่าความรักมักทำให้คนตาบอด
...บางทีชางมินอาจจะกำลังตาบอดอยู่ก็ได้ ใครจะไปรู้…



Baby Candy Kiss~




Wednesday, November 10, 2010

[SF]Do You Love Me? Special ศึก ซิมบ้า Vs ชิมมิน

“ไอ้ชางมินแกทำอะไรน้องช้านนนนนนนนนนนนนน”
.
.
.
.

นั่นเป็นคำพูดสุดท้ายของพี่ชายเมื่อชั่วโมงที่แล้ว ตอนนี้ผมกับพี่ชางมินนั่งเป็นนักโทษที่รอการสอบสวนอยู่บนโซฟาในห้องรับแขก โดยมีพี่ชายที่นั่งจ้องหน้าพี่ชางมินอย่างกับจะกินเลือดกินเนื้อเหมือนพี่ชางมินไปข่มขืนลูกสาวของพี่ชายแล้วโดนจับได้อย่างไรอย่างนั้น ส่วนพี่ชางมินยังนั่งนิ่งจ้องหน้าพี่ชายกลับไม่สะทกสะท้านกับรังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาตัวพี่ชายซักนิด ผมมองทั้งสองคนสลับกันไปมา ไม่มีคำพูดหลุดออกมาจากปากของทั้งคู่ นานเกินไปแล้วกับสงครามสายตานั่งจ้องหน้ากันไปมาอย่างนี้แล้วเมื่อไหร่จะรู้เรื่องกันซักที

แล้วความอดทนของผมก็หมดลง…

“ระวังท้องนะฮะ”อดประชดเล็กๆไม่ได้ ทำให้พี่ชายกับพี่ชางมินหันมามองผมตาขวางก่อนจะกลับไปจ้องตากันต่อ แล้วพูดออกมาเสียงดังฟังชัดว่า

“ไม่!!”

“แล้วจ้องตากันไม่เลิกอย่างนี้เมื่อไหร่จะได้คุยกันซักทีละ”

“.........”เงียบเป็นคำตอบที่ไม่อยากได้เลยสักนิด ทำเอาชเวมินโฮปวดหัว ตอนนี้เขาหิวจนจะกินช้างได้ทั้งตัวอยู่แล้ว แต่พี่ชายกับพี่ชางมินกลับมานั่งมองตาทำซึ้งกันอยู่ได้

“พี่สองคนนั่งรอผมอยู่ตรงนี้ก่อนนะฮะ เดี๋ยวผมมา”พูดจบก็ลุกขึ้นยืนทันที แม้จะยังรู้สึกเจ็บจากกิจกรรมเมื่อคืน แต่อารมณ์หิวมันมีมากกว่าจึงทำให้มองข้ามความรู้สึกเจ็บนี้ไปเสีย แต่ยังไม่ทันจะได้ก้าวขาออกจากห้องรับแขกมือสองข้างก็ถูกฉุดไว้โดยคนสองคน

“จะไปไหน/จะไปไหน”สองเสียงถามขึ้นพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย ทำเอามินโฮระอาใจ....ทีอย่างนี้มาทำเป็นสามัคคีกัน

“จะไปกินข้าว หิว!! ถ้าพี่สองคนไม่หิวก็จ้องกันต่อไป แต่ผมหิวแล้ว ปล่อย!!”มินโฮสะบัดแขนเพื่อให้หลุดจากการเกาะกุมของพี่ชายและคนรัก แต่นอกจากจะไม่ปล่อยมือให้เขาไปทานข้าวแล้วยังหันไปจ้องกันต่ออีก
“ปล่อยมือน้องชายฉันเลย ชิมชางมิน!”คุณพี่ชายคนดียื่นมือข้างที่ว่างไปดึงมือของน้องเขยที่ตัวเองไม่ได้เต็มใจอยากให้เป็นซักนิดออก ส่วนน้องเขยตัวดีก็ไม่แพ้กันหึงแม้กระทั่งมือของพี่ชายคนรักเลยเกิดศึกแย่งมือชเวมินโฮแทนสงครามจ้องตา

“พี่นั่นแหละ ปล่อยมือเมียผมเลย! ปล่อยๆ”ชางมินยื่นมืออีกข้างไปตีมือของซีวอนเพื่อให้ปล่อยมือของมินโฮออก

“เฮ้ย!! พูดให้มันดีๆ ใครเมียแก”

“ก็ยืนทำหน้าน่ารักอยู่นี่ไง อย่างพี่ผมไม่เอามาทำเมียหรอก”

“ไม่ว้อย น้องชายฉันไม่ได้เป็นเมียใครทั้งนั้นแหละ มินโฮปล่อยมือมันเดี๋ยวนี้ !!”เมื่อทำให้อีกคนปล่อยมือไม่ได้ก็หันมาสั่งน้องชายตัวเองแทน

“อย่านะมินโฮ อย่าปล่อยมือพี่นะ”ชางมินก็ไม่ยอมน้อยหน้าส่งสายตาอ้อนวอนเต็มที่ โดยไม่ได้มองหน้าคนที่ถูกดึงไปดึงมาว่าทำหน้าอย่างไรอยู่

“.......”

“ปล่อยเดี๋ยวนี้นะมินโฮ”

“……”

“อย่าปล่อยนะมินโฮ”

“……..”

“ปล่อย!! / อย่า!!”

“พอสักที!!”เมื่อเส้นขีดความอดทนมาถึงที่สุดอีกครั้งมินโฮก็นะโกนออกมาสุดเสียง และได้ผลคนกำลังแย่งน้องชายกับคนรักหยุดทันที และพร้อมใจกันมองหน้ามินโฮอีกครั้ง

“ผมไม่ปล่อยมือใครทั้งนั้นแหละ”

“นี่เราจะขัดคำสั่งพี่หรอ”ซีวอนถามมินโฮเสียงเข้ม...ต้องข่มไว้ก่อนโว้ย...

“โอ้ยย ผมไม่ขัดคำสั่งหรือขัดใจใครทั้งนั้นแหละ ก็ผมไม่ได้จับมือใครจะให้ผมปล่อยได้ยังไง พวกพี่สิต้องปล่อยมือผม ปล่อย”พูดจบก็สะบัดมือทั้งสองข้างให้หลุดออกอีกครั้ง แต่มือของทั้งสองคนกลับติดแน่นไม่ยอมหลุดเสียที

“แกปล่อยก่อน”ซีวอนพยักเพยิดให้ชางมินปล่อยก่อนตน

“ไม่ พี่ปล่อยก่อนสิ”

“ไม่ต้องเกี่ยงกัน ปล่อยพร้อมกันทั้งสองคนนั้นแหละ”อีกครั้งที่มินโฮต้องเบรคทั้งคู่ก่อนที่จะเถียงกันไปมากกว่านี้

“ถ้าใครไม่ปล่อย...ไม่ต้องมาคุยกับผมอีกเลย”ร่างบางยื่นคำขาดและดูเหมือนจะได้ผล เพราะมือทั้งสองข้างถูกปล่อยออกราวว่ามือของตนเป็นของร้อนที่ไม่น่าแตะต้องเอาเสียเลย

“ดี ทีนี้ก็ไปทานข้าวได้แล้ว”คราวนี้ไม่มีคำปฏิเสธใดๆให้ได้แสลงหู มินโฮเดินนำมาที่โต๊ะอาหารก่อนจะนั่งลงที่เก้าอี้ตัวเดิมที่นั่งอยู่เป็นประจำตามมาด้วยชางมินที่นั่งหัวโต๊ะ และซีวอนนั่งฝั่งตรงข้ามกับมินโฮ บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเหมือนจะเป็นไปได้ด้วยดี หากไม่ติดที่ผู้ร่วมโต๊ะอีกสองคนกำลังกัดกันทางสายตาอีกแล้ว มินโฮถอนหายใจออกมาน้อยๆสงสัยอาหารเช้ามื้อนี้เขาคงไม่ได้ทานมันอย่างมีความสุขแน่ๆ ถ้าร่างสูงทั้งสองคนยังไม่เลิกทำอะไรแบบนี้

“ทานเนื้อเยอะๆนะมินโฮ พี่ว่าเราผอมเกินไปแล้ว”คุณพี่ชายว่าพลางตักเนื้อลงบนจานน้องชาย

“ขอบคุณครับ”ยังไม่ทันจะได้ตักข้าวเข้าปาก เสียงของชางมินก็ดังขัดขึ้น

“มินโฮไม่ผอมซักหน่อยหุ่นกำลังดีเลย ทานกุ้งนี่ดีกว่า ทานเนื้อเยอะๆเดี๋ยวจะย่อยลำบาก”คุณน้องเขยว่าพลางตักกุ้งตัวโตวางลงบนจานให้คนรัก

“ขอบคุณฮะ พี่ชางมิน”ร่างบางกล่าวขอบคุณเบาๆก่อนจะก้มหน้าที่เริ่มจะเป็นสีชมพูลงมองจานข้าวของตัวเอง..ก็พี่ชางมินไม่ค่อยทำอะไรแบบนี้กับเขาเท่าไหร่เลยนี่นา... ชางมินยิ้มให้กับท่าทางของมินโฮแล้วหันไปยักคิ้วให้ซีวอนด้วยท่าทีเป็นต่อ

“พี่ว่ากินนี่ดีกว่ามีประโยชน์”

“ไม่ๆกินนี่กว่าจะได้แข็งแรง”

“นี่ดีกว่า”

“ไม่ๆนี่ดีกว่า”

“หยุด!! พอเลยทั้งสองคน”เมื่อทนไม่ไหวมินโอจึงลุกขึ้นห้ามศึกแย่งกันตักกับข้าวใส่จานของเขาเสียจนพูนจาน อาหารหลากชนิดลงมากองอยู่ในจานใบเดียว...คิดไว้แล้วเชียวข้าวมื้อคงไม่สงบสุขแน่ๆ ซีวอนกับชางมินหน้าซีดเพราะมินโฮโมโหขึ้นมาจริงๆแล้ว

“พวกพี่เล่นอะไรกันเนี่ย ทะเลาะกันเหมือนเด็กไปได้ ผมทนไม่ไหวแล้วนะ”ฮึ่ย..โมโห หิวก็หิว ถ้าเกิดวันนี้พี่ชายกับพี่ชางมินไม่ยอมคุยกันให้รู้เรื่องไป ชีวิตเขาจะสงบสุขได้ไหมเนี่ย และเหมือนจะคิดอะไรออกร่างบางจึงหันไปหาชางมินแล้วเรียกเสียงห้วน

“พี่ชางมิน”

“ครับ มินโฮ”เมื่อถูกเรียกก็ขานรับทันทีท่าทางเหมือนคนกลัวเมีย แตกต่างจากเมื่อคืนเป็นคนละคน

“เอากุญแจห้องทำงานของพี่มา”

“เอ๋?? มินโฮจะเอาไปทำไมหรือครับ”ถามเพราะสงสัยจริงๆ ว่าร่างบางที่แทบไม่เคยก้าวเท้าเข้าไปในห้องทำงานของเขา วันนี้จะเอากุญแจของห้องทำงานไปทำไมกัน

“เอามาเถอะน่า หรือว่า...ให้ผมไม่ได้”พอคิดได้อย่างนั้นร่างบางก็เบะปากออกเหมือนจะร้องไห้

“โอ๋ๆ พี่เดี๋ยวไปหยิบให้นะครับ”เห็นอย่างนั้นชางมินรีบลุกขึ้นไปหยิบกุญแจมายื่นให้กับร่างบาง มินโฮยิ้มกว้างพอใจที่ร่างสูงยอมตามใจ ก่อนส่งยิ้มหวานไปให้ซีวอนกับชางมิน แต่สำหรับทั้งสองคนแล้วรอยยิ้มแบบนี้เหมือนมันไม่ค่อยจะน่าไว้ใจเลย

^_____^ >>> มินโฮ

^_____^! >>> ซีวอน/ชางมิน

“พี่ซีอนฮะ ~”

“พี่ชางมิน~”

มินโฮเรียกทั้งสองเสียงหวานจ๋อยมันคงจะน่าเคลิ้มตามอยู่ไม่น้อยถ้าตอนนี้ไม่มีรังสีไม่น่าไว้ใจแผ่ออกมาจากตัวมินโฮเต็มไปหมด มันเหมือนทะเลก่อนจะมีพายุยังไงยังงั้น เงียบๆนิ่งๆแบบนี้แหละแล้วสุดท้ายก็จะกลายเป็นพายุลูกใหญ่ที่ทำลายทุกอย่างไม่เลือก

“อิ่มกันแล้วใช่มั้ย ^____^”

ถามไปอย่างนั้นแหละ จะกินอิ่มกันได้ยังไงก็มัวกัดตลอด พลอยทำให้เขาไม่อิ่มท้องไปด้วย...มันน่าโมโหจริงๆ

“...........................” เงียบคือคำตอบ ซีวอนกับชางมินมองหน้ากันต่างคนต่างเกี่ยงกันตอบ จนคนมองเริ่มหงุดหงิด

ปังงงง

“ผมถามว่าอิ่มแล้วใช่มั้ย !!!”

“ใช่จ้ะ” มินโฮตบโต๊ะเสียงดัง ทำเอาพ่อยอดชายทั้งสองสะดุ้งโหยงรีบตอบเหมือนกับว่าถ้าตอบช้ากว่าแม้แต่เพียงนิดเดียวอาจจะไม่มีชีวิตรอดก็เป็นได้

“^____^ ก็ดีฮะ”

มินโฮส่งยิ้มกว้างมาให้อีกครั้งแต่ซีวอนกับชางมินทำได้แค่ยิ้มเจื่อนส่งกลับไปเท่านั้น

“ถ้าอิ่มกันแล้วพี่ชายกับพี่ชางมินช่วยไปที่ห้องทำงานได้มั้ยฮะ ผมมีเรื่องจะคุยกับพี่สองคนน่ะ”

“..............................”

“ผมถามว่าได้มั้ย!!!”

“ได้จ้ะได้ ไม่มีปัญหาเลยจ้ะ T^T” ทำไมวันนี้มินโฮดุจังฟ่ะ เมื่อคืนยังเป็นแมวน้อยอยู่เลยทำไมเช้ามากลายเป็นแม่เสือไปได้เนี่ย ...นั่นเป็นคำถามที่ชางมินทำได้แค่คิดในใจหากถามออกไป เขาอาจจะไร้หมอนข้างอุ่นๆให้กอดคืนนี้ก็เป็นได้

“ดีฮะ งั้นพี่สองคนก็ไปรอผมที่ห้องทำงานของพี่ชางมินได้เลยเดี๋ยวผมตามไป”

จัดการสั่งพี่กับคนรักเรียบร้อยมินโฮก็รอให้ทั้งสองคนเดินออกไปก่อนจะพูดอะไรบางอย่างกับคุณแม่บ้าน แล้วค่อยเดินตามไป

.

.

.

.

.

ส่วนทางด้านสองหนุ่มหลังจากที่ถูกสั่งให้มารอที่ห้องทำงานระหว่างทางซีวอนเป็นฝ่ายเปิดปากพูดขึ้นก่อน เพราะทนเก็บความสงสัยในตัวน้องชายคนเดียวไว้ไม่ไหว

“ชางมิน แกรู้มั้ยว่ามินโฮจะทำอะไร”ซีวอนขมวดคิ้วทำหน้าสงสัยเต็มที่ ...ก็มันน่าคิดนี่หว่า...ถึงมินโฮจะเอาแต่ใจแค่ไหนแต่ก็ไม่เคยขึ้นเสียงใส่เขาซักครั้ง แต่คราวนี้มาแปลก

“ก็อยู่ด้วยกัน พี่ไม่รู้แล้วผมจะรู้มั้ย” ชางมินตอบคำถามของรุ่นพี่ที่ตอนนี้เปลี่ยนสถานะเป็นพี่ชายของภรรยา(?)ด้วยเสียงเรียบๆแกมประชด...ถามอะไรไม่คิด...

“เฮ้ย!! นี่แกกวนประสาทฉันหรือไง” พอได้ยินคำตอบออกมาจากปากรุ่นน้องทำเอาลมออกหู ถึงจะรู้ว่าเจ้ารุ่นน้องคนนี้ชอบกัดเขาก็เถอะแต่ได้ยินมันพูดทีไรอารมณ์มันปรี๊ดทุกทีสิน่า แต่ชางมินดูจะไม่สนใจอาการโมโหของซีวอนแถมยังพูดจุดอารมณ์คนหวงน้องให้ปรอทแตกขึ้นมาอีกครั้ง

“อืมม ผมว่ามินโฮอาจจะพูดเรื่องเมื่อคืน” เน้นย้ำคำว่า”เมื่อคืน”ให้อีกคนได้คิดตาม พอทิ้งระเบิดไว้แล้วก็เดินหัวเราะอารมณ์ดีไปหน้าตาเฉย ปล่อยให้คนฟังยืนสั่นเป็นเจ้าเข้าเพราะไม่รู้จะทำยังไงกับเจ้ารุ่นน้องคนนี้ดี...แม่งเอ้ย เถียงกับมันทีไรไม่เคยชนะมันซักที เห็นแววว่าจะเสียน้องชายสุดที่รักให้กับชางมินอยู่รำไรพอนึกได้อย่างนั้นก็รีบสาวเท้าตามเจ้าของบ้านไปทันที

“เฮ้ย!! ไอ้ชางมินแกกลับมาพูดให้รู้เรื่องก่อนเซ่”

“พูด?? ผมว่าผมพูดชัดเจนแล้วนะ”

“ชัดเจนสำหรับแกคนเดียวน่ะสิ เมื่อคืนระหว่างแกกับมินโฮไม่ได้มีอะไร”

“ผมคิดอย่างนั้นไม่ได้หรอก ในเมื่อความจริงก็เห็นๆกันอยู่ หึ”

ชางมินตอกย้ำความจริงให้คนหวงน้องได้เจ็บไปถึงกระดูกเล่นเอาซีวอนสะอึก แถมยังยิ้มกวนอวัยวะเบื้องล่างอีก ซีวอนกระชากคอเสื้ออีกฝ่ายเข้ามาก่อนจะเงื้อมือขึ้น อยากต่อยไอ้เด็กปากดีเสียหน่อย แต่ก็ได้แค่คิดเพราะยังไม่ทันได้ทำอะไรกรรมการห้ามมวยก็เดินเข้ามาพอดี

“พี่!! จะทำอะไรน่ะ” มินโฮที่เห็นพี่ชายกำลังจะชกชางมินร้องขึ้นเสียงดัง ซีวอนรีบปล่อยมือจากเสื้อของชางมินทันทีแล้วยังจัดเสื้อที่มันยับให้เข้าที่อีกต่างหาก

“ปะ เปล่าจ้ะ เราแค่เล่นกันเฉยๆ เนอะชางมินเนอะ”หลักฐานคาตาแต่ก็ยังปฏิเสธ แล้วกอดคอรุ่นน้องคนสนิทบอกมินโฮเป็นนัยๆว่า..เราไม่ได้ทะเลาะกันเล้ย มินโฮมองหน้าพี่ชายอย่างไม่เชื่อคำพูดที่ได้ยิน ก็อยากจะเชื่ออยู่หรอกแต่ขนาดเขาอยู่ด้วยยังกัดกันได้ตลอด เฮ้อ...ที่คิดว่าจะขังไว้ในห้องให้ได้คุยกันไม่ฆ่ากันตายเลยหรือไงนะ

“แล้วมินโฮมีเรื่องอะไรจะคุยกับพี่หรือ?” ซีวอนเห็นน้องชายมองตัวเองด้วยสายตาไม่เชื่อในคำแก้ตัวจึงรีบเลี่ยงไปเรื่องอื่นแทน

“อ๋อ..คือผมแค่อยากให้พี่สองคนคุยกัน”

“คุย?? พี่กับไอ้ชางมินเนี่ยนะ” ซีวอนเอานิ้วจิ้มที่หน้าอกตัวเองแล้วชี้ไปที่ร่างสูงอีกคนเพื่อเป็นการยืนยันว่าตัวเองนั้นเข้าใจได้ถูกต้อง

“ใช่ฮะ ผมอยากให้พี่สองคนคุยกันดีๆ แล้วก็เลิกทะเลาะกันเสียที”

“แต่พี่ไม่...”

“ไม่อะไรฮะ พี่จะบอกว่าไม่ได้ทะเลาะกันงั้นหรอ แล้วตั้งแต่เช้าจนมาถึงตอนนี้มันคืออะไร” มินโฮไม่ปล่อยโอกาสให้ซีวอนได้ทักท้วงอะไร ภาพที่คุณหนูมินโฮยืนบ่นหรือจะเรียกว่าสั่งสอนดี ให้พี่ชายกับคุณชายของบ้านทำเอาบรรดาคนรับใช้ที่อยู่แถวนั้นอดยิ้มปนขำไม่ได้ เพราะอย่างที่รู้ๆกันดีว่าคุณซีวอนไม่ชอบให้ใครขัดใจ และคุณชายชางมินเองก็ไม่เคยทำอะไรผิดพลาดถึงกับต้องมีคนมาบ่นให้ขนาดนี้ ดังนั้นการได้เห็นทั้งสองคนหน้าจ๋อยสนิทพูดไม่ได้ทำอะไรก็ไม่ได้ คงเป็นภาพที่หาดูได้ยากที่สุด อย่างนั้นแล้วก็ขอดูให้เต็มตาจะเป็นไร ในขณะที่เกิดเหตุการณ์คนใช้มุง คนเป็นเจ้านายและรุ่นพี่คนสนิททำได้ตอนนี้คงจะเป็น”ฟัง”กับ”เชื่อฟัง”กระมัง ไม่อย่างนั้นคงได้ง้อคุณหนูมินโฮกันอีกยาว

“คุยกันให้รู้เรื่องซะนะฮะ ^___^”

“ครับ/ครับ” สองเสียงตอบรับแข็งขันประดุจว่าตัวเองเป็นทหารแล้วได้รับคำสั่งจากเจ้านายก็มิปาน

“แล้วห้ามพี่สองคนออกจากห้องจนกว่าผมจะมาเปิด อ่อ..แล้วก็ห้ามหนีเด็ดขาด...ไม่งั้นตาย” เน้นหนักๆคำสุดท้าย ทำเอาคนฟังเสียวสันหลัง

“อย่าทำให้ผมผิดหวังนะฮะ ^ ^”

พูดกดดันจบแถมฉีกยิ้มน่ารักตบท้ายไปอีกรอบก่อนจะปิดประตูห้องพร้อมล็อกกุญแจเรียบร้อย แว่วเสียงร้องเบาๆดังลอดออกมา แต่กลับไม่ได้อยู่ในความสนใจของมินโฮแม้แต่น้อย ถึงจะรู้ว่าเจ้าเสียงนั้นเป็นพี่ชายคนเดียวของตัวเองก็ตาม

“ป้าจีอิน ห้ามเปิดประตูนะฮะ ขอผมอยู่สงบๆซักครึ่งวันก็ยังดี”

“ค่ะ คุณหนู” สั่งแม่บ้านพร้อมกับฝากกุญแจเรียบร้อยก็เดินขึ้นชั้นบนทันที...ไปนอนเอาแรงดีกว่าเปลืองพลังงานกับพี่ซีวอนพี่ชางมินไปเยอะ หวังว่าคงไม่กัดกันตายซะก่อนนะ

.

.

.

.


ย้อนมา ณ ห้องทำงานของชางมินที่ที่สองหนุ่มถูกขังเอาไว้(เวอร์ซะ)

“มินโฮฮฮฮฮฮฮ” เสียงร้องโหยหวน(?)ยังดังอยู่หลังจากที่ประตูปิดลง คุณชายซีวอนผู้เนี้ยบทุกกระเบียดนิ้วยืนเกาะประตูบานเดิมพร้อมร้องเรียกชื่อน้องชายอยู่ไม่ขาดปาก เรียกสายตาระอาใจจากคนอายุน้อยกว่าได้เป็นอย่างดี...อายุก็ไม่ใช่จะน้อยๆแล้ว เฮ้ออ ก็ทำไปได้นะคนเรา...ชางมินได้แต่คิดอยู่ในใจ ก่อนจะส่ายหน้าบอกให้รู้ว่ารับไม่ได้อย่างแรงแล้วเดินไปนั่งที่โต๊ะทำงาน หยิบเอกสารนู่นนี่ขึ้นมาดูระหว่างรอให้ใครอีกคนที่ยังบ้าไม่เลิกได้เลิกทำอะไรเป็นเด็กๆแล้วกลับมาคุยกับเขาให้มันจบๆไป แต่เวลาผ่านไปนานหลายนาทีแล้วอีกคนกลับไม่มีวี่แววว่าจะเลิกทำท่าอุบาทว์ๆนั่นเสียที จนเขาเริ่มจะทนไม่ไหว

“พี่จะทำอย่างนั้นอีกนานมั้ย ถ้าไม่ก็หันมาคุยกัน แต่ถ้าทำต่อไปผมจะได้ทำอย่างอื่นที่มันดีกว่าการมานั่งมองพี่ทำอะไรบ้าๆอย่างนี้” หลังจากคาดการณ์ดูแล้วว่าซีวอนคงจะไม่หยุดง่ายๆจึงได้เอ่ยปากถามออกไป เขาไม่รู้ว่าอีกฝ่ายคิดอะไรถึงทำแบบนี้และเขาเองก็ไม่ได้อยากรู้ด้วย สิ่งเดียวในตอนนี้ที่อยากจะทำคือการคุยกับซีวอนเรื่องของมินโฮให้เรียบร้อย เขารู้ว่าที่เขาทำกับมินโฮมันผิดต่อซีวอนที่ไว้ใจฝากน้องชายคนเดียวให้เขาดูแล แต่เขาก็หวังว่าซีวอนจะเข้าใจ...

“แล้วใครใช้ให้แกมองเล่า”ไม่ใช่แค่พูดอย่างเดียวยังแถมค้อนงามๆถวายไปอีกดอก...ถ้าคนทำเป็นมินโฮก็ว่าไปอย่าง แต่...คนที่ทำเป็นซีวอน เขาบอกได้คำเดียวว่ามันอุบาทว์มาก

“เฮ้ออ ช่างเถอะ ว่าแต่พี่จะหันหน้ามาคุยกับผมได้หรือยัง”ชางมินถอนหายใจอย่างหนักอกพร้อมกันส่ายหน้าเอือมระอากับรุ่นพี่คนนี้เหลือเกิน ชอบทำอะไรไม่เข้ากับตัวแล้วยังไม่เข้ากับอายุตัวเองอีกต่างหาก

“แล้วแกจะคุยเรื่องอะไรล่ะชางมิน”คิดจะเปลี่ยนก็เปลี่ยนทำเอาอีกคนตามอารมณ์แทบไม่ทัน เงยหน้าขึ้นมามองซีวอนนึกแปลกใจที่จู่ก็ทำสีหน้าจริงจังขึ้นมา แต่อย่างนั้นก็ยังตีหน้านิ่งได้เป็นอย่างดี

“ผมว่าพี่รู้ดีอยู่แล้วนะ”คำพูดสั้นๆแต่กลับทำให้บรรยากาศในห้องอึดอัดขึ้นมาได้ทันตา ก่อนที่ซีวอนจะเป็นพูดขึ้นเพื่อทำลายความเงียบ

“ก็ดี คุยกันให้จบๆไป”

“....................”ชางมินยังคงเงียบรอฟังสิ่งที่อีกฝ่ายกำลังเอ่ยออกมา เขาเองก็อยากรู้ว่าซีวอนจะทำยังไงกับเรื่องนี้ ถึงจะรู้อยู่แล้วว่าซีวอนไม่ทางปล่อยให้เรื่องมันผ่านไปง่ายๆอย่างแน่นอน แต่สิ่งที่เขาไม่อยากคาดเดาคือวิธีการของอีกฝ่ายต่างหาก

“ฉันจะพามินโฮไปฝรั่งเศสด้วย”

“ไม่ได้!!”ทันทีที่ได้ยินคำตอบชางมินก็ปฏิเสธเสียงดัง..ใครยอมก็บ้าแล้ว

“ทำไมจะไม่ได้ก็ในเมื่อฉันเป็นพี่”

นั่นสินะ…แต่อย่างไรเขาก็ไม่ยอม

“ที่มีสิทธิ์ตัดสินใจทุกอย่างแทนมินโฮ…”

มันก็ใช่...แต่เขาไม่มีทางยอมแน่

“แล้วแกล่ะชางมิน....เป็นใคร หึ”

เพราะว่า...เขาก็ยังมีสิทธิ์อย่างหนึ่ง....สิทธิ์...ที่มีไว้สำหรับเขาคนเดียว


“ผมเป็นคนที่มินโฮรัก แล้วก็เป็นคนที่รักมินโฮ”

“.....................”

“มันเป็นสิทธิ์ที่มีค่าพอหรือเปล่า”

“.....................”

ชางมินมองหน้าอีกฝ่ายคาดคั้นเอาคำตอบ แต่ซีวอนนอกจากไม่ตอบแล้วยังเบือนหน้าหนีหลบสายตาที่คล้ายจะร้องขอความเห็นใจจากเขาไปเสีย…ได้แต่คิดในใจว่า...ไม่ได้ ยังใจอ่อนตอนนี้ไม่ได้

“ผมถามว่าได้หรือเปล่า!!”

“ไม่!! มันเร็วไป”

“อะไรคือเร็วไป”

“ความรัก...สำหรับมินโฮมันเร็วไป”

“พี่แน่ใจหรือว่ามันเร็วเกินไปสำหรับมินโฮ...ไม่ใช่พี่ตัวเอง!!”

“ใช่!!ฉันไม่เถียง แต่ไม่ว่าจะกับฉันหรือมินโฮมันก็เร็วไปทั้งนั้น”เหมือนจะถูกพูดแทงใจดำและทั้งยังถูกอีกฝ่ายมองออกจึงได้ยอมรับออกมาตรงๆ...เพราะชางมินรู้อยู่แก่ใจดีว่าเขาทั้งรักและหวงน้องชายคนเดียวมากขนาดไหน ไม่แปลกที่คนที่รู้จักกันนานอย่างชางมินจะมองเขาเรื่องของมินโฮได้ทะลุปรุโปร่ง...ปฏิเสธไปก็ไร้ประโยชน์สู้ยอมรับไปเสีย แล้วค้านกันด้วยเหตุผลจะดีกว่า

“มินโฮอายุแค่สิบเจ็ด ยังมีเวลาและโอกาสที่จะเจอใครอีกหลายๆคน...คนที่ใช่สำหรับแกอาจจะใม่ใช่เขาและคนที่ใช่สำหรับเขาอาจจะไม่ใช่แกก็ได้” ชางมินหลับตาสูดลมหายใจเข้าเพื่อระงับอารมณ์โกรธ เขาเข้าใจดีว่าอีกฝ่ายรักน้องชายมากแค่ไหน แต่ซีวอนกำลังดูถูกความรักและความจริงใจของเขาอยู่...ที่ผ่านมามันไม่ได้พิสูจน์อะไรให้คนๆนี้เห็นเลยหรืออย่างไรกัน

“พี่พูดบ้าอะไรของพี่กัน!!” ชางมินไม่อยากจะเชื่อว่าอีกฝ่ายจะพูดอะไรแบบนี้ออกมา ทั้งๆที่ผ่านมาซีวอนรู้ดีที่สุด แต่ทำไม....

“ฉันก็แค่พูดในสิ่งที่ฉันคิดและรู้สึก มันยังเร็วเกินไปที่บอกว่าความรู้สึกที่มินโฮมีให้แกเป็นความรัก เพราะมินโฮเจอแค่แก อยู่แต่กับแก ลองปล่อยให้เขาไปเจอคนอื่นบ้าง พิสูจน์สิ...ชางมิน ให้เวลาเป็นเครื่องตัดสินว่านั่นเป็นความรักจริงๆ” ดูเหมือนสิ่งที่ซีวอนพูดออกมาจะทำให้ชางมินได้คิดอยู่ชั่วขณะ และทำให้คนเป็นพี่ยิ้มมุมปากเมื่อเห็นอีกคนคิดตาม การรั้งน้องชายให้ออกห่างจากชางมินอีกครั้งคงสำเร็จ แต่แล้วยิ้มน้อยๆนั้นกลับต้องหุบลงเพราะเสียงเบาๆที่ลอดออกมาจากปากของอีกฝ่าย

“แค่...นาทีเดียว”

“......................”

“แค่นาทีเดียว...เขาก็รักผมได้ เหมือนกับที่ผมรักเขานั่นแหละ”

“!!!”

“พี่ก็เอาแต่คิด เรียกร้องแต่สิ่งที่พี่ต้องการ แล้วพี่เคยคิดที่จะถามคนอื่นบ้างหรือเปล่าว่าเขาต้องการอะไร”คำถามที่เหมือนจะโดนใจคุณพี่ชายเข้าไปเต็มๆ ทำเอาซีวอนสะอึกพูดไม่ออก แต่ก็ยังดึงดันต่อไปไม่ยอมแพ้กันง่ายๆ

“ฉันก็แค่อยากให้มินโฮได้สิ่งที่ดีที่สุดก็เท่านั้น”

“พี่ก็เลยเอาตรงนี้มาอ้างอย่างนั้นหรือ พี่จะมั่นใจได้ยังไงว่าสิ่งที่จะให้มินโฮมันเป็นที่ดีที่สุดแล้ว”

“มันต้องดีอยู่แล้วชิมชางมิน เพราะมันเป็นสิ่งที่ฉันเลือกให้”

“พี่มันเห็นแก่ตัว”

“ไม่ว่าใครก็เห็นแก่ตัวทั้งนั้นแหละชางมิน แม้แต่ตอนนี้นายเองก็ยังทำมันอยู่ หึ” นอกจากจะไม่เป็นเดือดเป็นร้อนกับคำกล่าวหาของอีกฝ่าย แต่กลับตอกกลับได้อย่างเจ็บแสบ

ใช่...อย่างที่ซีวอนพูดใครๆก็เห็นแก่ตัวทั้งนั้น ไม่เว้นแม้แต่ตัวเขาเอง ....จะทำอย่างไรดี ถ้าหากต้องห่างกับมินโฮอีกครั้ง คิดไม่ออกจริงๆว่าจะทำอย่างไรต่อไป ไหนใครๆก็บอกว่าชิมชางมินเก่ง...ไม่หรอก ชิมชางมินไม่ได้เก่งกาจอะไรเลย...เพราะแค่คนที่ตัวเองรักยังไม่รู้ว่าจะรักษาไว้กับตัวเองยังไง

“ไม่นานหรอกชางมิน ฉันสัญญาว่าจะคืนมินโฮให้กับนาย” เมื่อความเงียบความปกคลุมจนน่าอึดอัด ซีวอนจึงพูดแทรกขึ้น เพราะชางมินที่ทำหน้าคิดไม่ตก เขาควรจะฉวยโอกาสนี้เอาไว้ ต้อนให้ชางมินคิดไม่ออกและสุดท้ายคนที่จะชนะก็เป็นเขา...แน่นอน

“สัญญา?? พี่ยังกล้าพูดคำนี้กับผมอีกงั้นหรือ ครั้งนั้นพี่ก็สัญญา แล้วพี่ก็ผิดสัญญา!!”

“ครั้งสุดท้ายจริงๆชางมิน” ซีวอนยังยืนคำเดิมหนักแน่น เพราะไม่ว่ายังไงท้ายที่สุดแล้วชางมินจะยอมอยู่ดี

“คราวนี้จะอีกกี่ปีล่ะ หนึ่งปี ห้าปี หรือว่าตลอดไป??” คำถามกึ่งประชดถูกส่งออกมาให้กับคนที่ผิดสัญญาได้สะอึกเล่น จนซีวอนต้องรีบออกปากอธิบาย

“ไม่หรอก มันจะไม่นานขนาดนั้น ...นาย...เชื่อฉันสิ” ซีวอนจ้องตากับชางมินอย่างขอร้อง จนชางมินยังนึกแปลกใจว่าเหตุใดคุณที่ชายถึงต้องมาดึงดันทวงน้องชายคืนเอาตอนนี้ ถึงปกติจะเป็นคนที่ทั้งรักและหวงน้องชายอยู่เป็นทุนเดิมแต่ครั้งนี้ก็ออกจะแปลกเกินไปเสียหน่อย ถึงขนาดทะเลาะกับเขาเสียเป็นเรื่องราว ถ้าจะบอกว่าเป็นเพราะเรื่องเมื่อคืน แต่ซีวอนก็น่าจะรู้ดีที่สุดอยู่แล้ว ว่าอย่างไรเขาก็ไม่มีทางเลิกรักมินโฮ แล้วเพราะอะไรกันที่ทำให้ซีวอนทำอย่างนี้ อยากรู้จริงๆว่าเจ้ารุ่นพี่คิดอะไรอยู่ ถ้าอย่างนั้นคงต้องปล่อยก่อนสินะ แล้วเดี๋ยวค่อยไปทวงมินโฮคืน เพราะเขาเองถ้าต้องอยู่ห่างมินโฮนานๆได้ขาดใจตายก่อนแน่ สุดท้ายก็เป็นชางมินที่ต้องถอนหายใจออกเฮือกใหญ่....นี่เขาต้องยอมให้ไอ้รุ่นพี่คนนี้อีกแล้วหรือ…เฮ้ออ

“ก็ได้” คำตอบสั้นๆ แต่ทำให้คนที่รอคำตอบนั้นดีใจจนเก็บอาการเอาไว้ไม่อยู่ กระโดดโลดเต้น ยิ่งกว่าถูกหวยเสียอีก

“จริงหรือ!! ขอบใจนายมากชางมิน” แค่พูดไม่พอแถมยังดึงเขาเข้ามากอดรัดฟัดเหวี่ยง เหมือนกับก่อนหน้าเมื่อไม่กี่นาทีที่ผ่านไม่ได้ทะเลาะกันอย่างไรอย่างนั้น ทำเอาคนถูกกอดรู้สึกขนลุกขึ้นมาอย่างอดไม่ได้ จนต้องรีบสลัดตัวออกอย่างด่วน

“พี่จะดีใจอะไรนักหนา แค่พามินโฮกลับไปอยู่ผรั่งเศสด้วยเนี่ย??” ชางมินมองซีวอนอย่างจับผิด และคนถูกถามก็ทำท่าอึกอัก ก่อนจะส่งคำตอบที่คิดว่าดีที่สุดแล้วกลับไป

“กะ...ก็..ฉันได้มินโฮกลับไปอยู่ด้วย ไม่ได้เจอมินโฮมาตั้งปี จะได้อยู่ด้วยกันอีกแล้ว เย้...ดีใจริงๆ ฮ่าๆๆ งั้นฉันไปช่วยมินโฮเก็บของก่อนนะ พรุ่งนี้จะได้ขึ้นเครื่องแต่เช้า”

เพราะชางมินมั่วแต่อึ้งกับคำว่าพรุ่งนี้แต่เช้าอยู่ หันกลับไปเพื่อจะท้วงเรื่องเวลาที่กระชันชิดเกินไป แต่ก็ไม่ทันแล้ว เมื่อซีวอนได้ตะโกนบอกคุณแม่บ้านที่รออยู่ด้านนั้นให้เปิดประตู ออกไปจากห้องเรียบร้อยแล้ว

.

.

.

.

.

ซีวอนปาดเหงื่อพร้อมถอนหายใจอย่างโล่งอก หลังจากที่ออกมาจากห้องทำงานด้วยความเร็วเหนือแสง เพราะกลัวเจ้ารุ่นน้องที่มันสมองเป็นเลิศฉุกคิดและติดใจในตัวเขาขึ้นมา แล้วถ้าหากเขาโดนซักไซ้ไล่เรียงมากๆเข้าอาจจะหลุดอะไรออกไป แผนที่อุตส่าห์วางไว้ได้พังหมดแน่ ตัวเขาเองไม่ได้คิดจะจับมินโฮกับชางมินแยกกันเป็นจริงเป็นจังอะไร ก็แค่แกล้งทำเพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการเท่านั้น ก็อย่างที่ชางมินพูดนั้นแหละ

เขามันเห็นแก่ตัว...ถึงขนาดทำลายความสุขของน้องชายคนเดียวได้ลงคอ

แต่แหม...เขาก็ไม่ได้เป็นพี่ใจร้ายขนาดนั้น บอกว่าจะคืนให้ก็คือจะให้จริงๆ แต่ที่บอกว่าไม่นาน...อันนี้มันก็อยู่ที่ความสามารถของนายแล้วล่ะ...ชางมิน ว่าจะทำให้ฉันสมหวังได้เร็วขนาดไหน

ที่รัก...ผมขอโทษนะที่ต้องใช้วิธีนี้...มันไม่ใช่ความผิดของผมเสียหน่อย....ก็ขอดีๆแล้วที่รักไม่ยอมเองนะ

ก็ต้องบังคับแบบนี้แหละ...

“ฉันขอโทษนะชางมิน แต่...ก็ถือว่าช่วยฉันเพื่อแลกกับมินโฮก็แล้วกัน” หันกลับไปพูดเบาๆกับประตูบานเดิมที่เพิ่งออกมา ก่อนจะเดินขึ้นชั้นบนเพื่อไปเก็บของให้น้องชายที่จะต้องกลับไปฝรั่งเศสกับเขาในวันพรุ่งนี้

.

.

.

.

.

แปลก....เป็นคำคำเดียวที่เขารู้สึกในตอนนี้ ซีวอนมาแปลก เขารู้สึกตะหงิดๆเหมือนจะมีเรื่องให้ปวดหัวต่อ เฮ้ออ...ถ้าอยากรู้เรื่องเกี่ยวกับซีวอน มีคนคนเดียวที่จะตอบเขาได้ทุกคำถาม และตอนนี้คนคนนั้นก็เป็นที่พึ่งหนึ่งเดียวที่จะช่วยเค้าได้

....คิมฮีชอล....

ไว้เท่าความคิด ชางมินเอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์ก่อนจะกดโทรออกไปหาพี่ชายคนโตของตัวเอง ที่ตอนนี้คงกำลังแฮปปี้กับชีวิตสุดๆอยู่ที่อังกฤษ ไม่รู้ว่าป่านนี้จะรู้หรือยังว่าแฟนตัวเองหนีกลับเกาหลีมาตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว

ถือสายรอไม่นานก็มีคนรับ เสียงจากปลายสายฟังดูลัลล้าสุดๆ ....อะไรมันจะความสุขขนาดนั้น คิมฮีชอล

“ดีจ้า น้องรัก คิดไงโทรมาหาพี่คนนี้ได้ล่ะเนี่ย” คำถามประชดถูกส่งออกมาทันทีที่รับสาย เรียกรอยยิ้มน้อยๆจากชางมินได้เป็นอย่างดี

“ผมก็คิดถึงพี่ไง” พูดคำหวานหูให้ได้ยิน ทำเอาคนที่ถือหูอยู่คนละซีกโลกหัวเราะลั่น....

“ไม่ต้องมาพูดหวานๆให้พี่ดีใจเล่นหรอก มีอะไรก็พูดมาเลยดีกว่า” ชางมินหัวเราะน้อยๆ ดูพี่ชายจะรู้ทันเขาไปเสียหมด ดังนั้นแล้วก็คงไม่ต้องอ้อมค้อมแล้วมั้ง

“พี่ซีวอนกลับมาเกาหลี พี่รู้หรือเปล่า”

“กลับเกาหลี?? เมื่อไหร่??”ขมวดฉับทันทีที่ได้ยินคำบอกเล่ากึ่งคำถาม ก่อนจะถามกลับบอกให้ชางมินรู้ว่าสิ่งที่คาดไว้เริ่มเห็นเค้าความจริงขึ้นมาเสียแล้ว

“เมื่อคืน...”

“...........”เสียงจากปลายสายที่เงียบไปเหมือนกำลังครุ่นคิด ทำให้ชางมินนึกเอะใจ หรือจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นระหว่างฮีชอลกับซีวอน แค่ลำพังซีวอนมาทำตัวแปลกๆแล้ว อาการที่ฮีชอลไม่รู้ว่าคนรักแอบหนีกลับเกาหลีแต่ไม่บ่นหรือโวยวายอะไรออกมานั้น....ก็ถือว่าแปลกยิ่งกว่า เพราะไม่ว่าซีวอนจะอยู่ที่ไหนหรือทำอะไรอยู่ คิมฮีชอลจะต้องรู้ทุกอย่าง แต่ตอนนี้ฮีชอลกลับไม่รู้อะไรเลย

“พี่กับพี่ซีวอนมีเรื่องอะไรกันหรือเปล่าครับ”

“ก็...จะว่าไปมันก็มีอยู่...นิดหน่อย”ตอบเสียงอ้อมแอ้มกลับมา ชางมินไม่ค่อยเชื่อกับคำว่านิดหน่อยเสียทีเดียว ตาคมหรี่ลงคล้ายจับผิดคนโกหกทั้งๆที่อีกฝ่ายไม่ได้นั่งอยู่ตรงนั้นก็ตาม

“พี่แน่ใจนะว่านิดหน่อย”

“อื้ม”

“ก็แล้วไป แต่ถ้าพี่มีเรื่องไม่สบายใจต้องบอกผมทันทีนะครับ ผมเป็นห่วงพี่นะ”น้ำเสียงเป็นห่วงเป็นใยถูกส่งให้กับคนปลายสายได้ยิ้ม ชางมินจะเป็นแบบนี้เสมอ แม้ไม่ค่อยพูดแต่ก็ใส่ใจอยู่เสมอ ถึงจะไม่ค่อยได้เจอกันอย่างที่พี่น้องควรเป็น แต่ความห่วงใยก็มีให้กันอยู่ไม่ขาด
“โอเค พี่จะรีบรายงานเราคนแรกเลยดีมั้ย”

สองพี่น้องคุยกันอีกไม่กี่คำก็วางสาย การโทรหาฮีชอลแม้จะไม่ได้ช่วยอะไรมากมาย แต่อย่างน้อยได้รู้ว่าที่
ซีวอนทำตัวแปลกๆปัญหามาจากฮีชอลไม่ผิดแน่....เฮ้ออ...รักกันมาได้ตั้งนานหลายปี ทำไมมาโกรธกันเอาตอนใกล้จะแก่น้า.... ชางมินนั่งคิดอะไรไปเรื่อยๆก่อนจะยกโทรศัพท์ขึ้นอีกครั้ง เพื่อโทรออกไปหาคนที่สะสางปัญหาให้เขาได้เป็นอย่างดี

“คยูฮยอนช่วยอะไรฉันหน่อย”

.

.

.

.

.

ซีวอนค่อยๆเปิดประตูห้องของมินโฮให้เบามือที่สุด แล้วปิดลงก่อนจะเดินไปนั่งลงบนเตียงข้างๆคนที่ยังหลับอุตุอยู่บนที่นอนนุ่มๆ ซีวอนวางมือหนาลงบนกลุ่มผมนุ่มลื่นมือ ลูบผมน้องชายเบา รอยยิ้มอ่อนโยนระคนเอ็นดูถูกส่งให้คนที่ยังหลับใหล

“มินโฮ...พี่ขอโทษ” เมื่อใดก็ตามที่ตาคู่สวยนั้นลืมขึ้นมารับรู้ว่าจะต้องไปจากเกาหลี ไปจากพี่ชางมิน ตาคู่เดียวกันนี้คงจะเต็มหยาดน้ำตาเป็นแน่ ซีวอนจึงเลือกที่จะพูดคำว่าขอโทษกับน้องชาย เพราะสำหรับเขาไม่มีคำไหนเหมาะเท่าคำๆนี้แล้ว
“อื้อ ~” ร่างที่นอนอยู่บนเตียงเริ่มขยับน้อยๆ ส่งเสียงงึมงำในลำคออย่างรำคาญเพราะถูกกวนเวลาที่แสนสุข ก่อนเปลือกตาบางจะค่อยๆลืมขึ้น กระพริบอยู่สองสามครั้งเพื่อปรับแสง อาการงัวเงียของคนเพิ่งตื่นน่าเอ็นดูจนคนที่นั่งอยู่นานอดขำออกมาเบาๆไม่ได้

“ตื่นซักทีเด็กขี้เซา”

“งื้ออ พี่ชาย ~ พี่ชางมินล่ะฮะ” รอยยิ้มที่มีในตอนแรกหุบฉับทันทีที่ชื่อใครอีกคนหลุดออกมาจากปากของมินโฮ ซีวอนชักจะเหม็นขี้หน้าชางมินขึ้นมา แถมยังแอบเคืองน้องชายตัวเองที่ตื่นมาคนแรกที่ถามหาดันเป็นคนอื่นทั้งๆที่พี่ชายของตัวเองนั่งอยู่ตรงนี้แท้ๆ

“นี่...เกินไปแล้วชเวมินโฮ! พี่อยู่นี่ยังถามถึงคนอื่นอยู่ได้ เฮ๊อะ!!” พูดขึ้นเสียงเหมือนน้อยใจเต็มทีที่น้องชายดูไม่ให้ความสำคัญกับตัวเองเท่าที่ควร

เชอะ...ทั้งๆที่เมื่อก่อนอะไรก็พี่ชายๆ แต่ตอนนี้ทำไมมันมีแต่ชางมินๆล่ะ คิดแล้วเศร้าว้อย!! T^T

“ก็พี่ชายอยู่ตรงนี้แล้ว ผมจะถามหาทำไมล่ะ ผมก็ต้องถามหาคนที่ไม่อยู่สิ” มินโฮทำหน้างงได้อย่างน่ารัก แถมคำอธิบายก็ทำเอาคุณพี่ชายเอ๋อกิน....เอออนั่นดิ่....ไม่อยู่ถึงได้ถามหา....โง่อีกแล้วซีวอนเอ้ยย

“แล้วพี่ชายกับพี่ชางมินคุยกันเรียบร้อยแล้วหรือฮะ ถึงได้ออกมาเนี่ย” มินโฮหรี่ตาลงคล้ายจับผิด

“แน่น๊อน พี่ก็บอกเราแล้วว่าพี่กับชางมินไม่ได้ทะเลาะกันซักหน่อย ไม่มีเรื่องจะต้องคุยกันหรอก”

มือหนาวางแหมะลงบนหัวกลมพร้อมทั้งยีผมที่มันยุ่งอยู่แล้วให้ยุ่งเหยิงมากยิ่งขึ้น มินโฮได้แต่ปัดมือพี่ชายออกจากหัวของตัวเอง เสียงหัวของสองพี่น้องดังก้องห้องนอนใหญ่ เสียงที่เต็มไปด้วยความสุข....ที่ไม่รู้ว่าหลังจากที่รับรู้ความจริงต่อจากนี้ เสียงหัวเราะจะกลายเป็นเสียงร้องไห้

“หยุดเดี๋ยวเลยพี่ชาย!!”มินโฮตะโกนสั่งพี่ชายเสียงดัง เพราะคนตัวโตไม่ยอมหยุดแกล้งเสียที เขาเหนื่อยแล้วนะ

“โอเคๆ หยุดแล้วๆ ฮ่าๆ” ซีวอนหัวเราะร่วนที่ได้แกล้งน้อง ก่อนจะหยุดมือลง สิ้นเสียงหัวเราะ...รอยยิ้มยังคงอยู่ รอยยิ้มที่ซีวอนคิดอยู่เสมอว่าเป็นรอยยิ้มที่มีค่า แต่เขาก็ยังเลือกที่จะทำลายมันลง

“มินโฮ”ซีวอนเรียกให้น้องชายหันมอง มินโฮละมือจากการลูบผมที่กระเซิงให้เข้าที่หันกลับมามองพี่ชาย

“ฮะ?”

“พรุ่งนี้เช้า....พี่จะพาเรากลับฝรั่งเศสด้วย”

.

.

.

“ไปฝรั่งเศส?? อย่ามาล้อเล่นนะฮะ โรงเรียนยังไม่ปิดเทอมเลย ผมจะไปได้ยังไง”

...ใช่...พี่ชายต้องล้อเล่นแน่ๆเลย

...แต่ทำไมพี่ชายถึงไม่หัวเราะล่ะ

“................”

เมื่อความเงียบคือคำตอบแทนคำว่า..ไม่ น้ำตาเม็ดก็ร่วงลงจากดวงตาคู่โตเงียบๆเช่นกัน ไร้เสียงสะอื้น มีแค่แววตาตัดพ้อที่ส่งออกมาให้คนเป็นพี่ได้รู้สึกถึงสิ่งที่ตัวเองตัดสินใจ...ไม่มีแม้คำขอโทษหรือเหตุผลให้อีกฝ่ายได้รับรู้ ซีวอนเลือกที่จะเงียบ...เพื่อที่จะคิด..ว่า..

เขาควรจะเดินหน้า...เล่นเกมเห็นแก่ตัวต่อไป

หรือหันหลังกลับ...เพื่อลบหยาดน้ำตาของน้องชาย

ซีวอนได้แต่คิดและมองดูมินโฮร้องไห้เงียบๆ มินโฮก้มหน้าจนคางเกือบติดหน้าอกซ่อนร่องรอยของความเสียใจที่จะต้องไปจากคนที่รัก มีแค่หยดน้ำตาที่หล่นลงให้คนเป็นพี่ได้รับรู้ถึงความเจ็บปวดครั้งนี้ แต่อยู่ดีๆคนที่เอาแต่ร้องไห้กลับลุกพรวดพลาดขึ้น ไม่แม้แต่จะพูดอะไรกับคนที่นั่งอยู่สักคำก่อนจะวิ่งออกจากห้องไป ซีวอนตกใจกับอาการของมินโฮแต่มันก็แค่เล็กน้อยเท่านั้น ทำได้แค่มองตามหลังน้องชายไปเท่านั้น....เขารู้ดีว่าเวลานี้น้องชายจะไปที่ไหน

มาถึงตอนนี้..แม้จะรักและสงสารน้อง แต่ซีวอนก็ยังเลือกที่จะให้มันเป็นไป

พี่ขอโทษมินโฮ...

.

.

.

.

.

ปังงงงงงง

เสียงเปิดประตูดังลั่นเรียกให้เจ้าของห้องหันกลับมามอง ยังไม่ทันจะได้ตั้งตัวใครอีกก็โถมตัวเข้ากอด ทำเอาคนโดนกอดถึงกับเซน้อยๆบวกงงเล็กๆ แต่วงแขนสองข้างกลับเร็วกว่าสมองสั่ง...ยกขึ้นกอดตอบ และยิ่งรับรู้ถึงแรงสั่นของไหล่บาง อ้อมแขนยิ่งกระชับกอดร่างบางให้แน่นขึ้น

“ร้องไห้ทำไม หื้ม..คนเก่ง?” ถามทั้งๆที่รู้ ถึงสาเหตุของการร้องไห้ครั้งนี้ แต่ก็ยังถามออกไป...ก็แค่อยากจะแน่ใจว่าตัวเองสำคัญพอที่อีกฝ่ายจะเสียใจยามที่จะต้องจากกันหรือเปล่า

“ฮึกก..มะ..ไม่ไป..ฮึก..ได้มั้ย”

“.................”

“มะ..มินโฮไม่อยากไป ฮืออ” เสียงสะอื้นดังก้องห้องทำงานใหญ่ บ่งบอกอารมณ์ของเจ้าของน้ำตานั้นได้ดี แม้คนได้ยินได้เห็นยังรู้สึกทรมานไม่ต่าง....ไม่ต่างกันเลย....เจ็บ...จนจะหายใจไม่ออกอยู่แล้ว

สองมือหนารั้งร่างคนที่กอดตัวเองแน่นออกเล็กน้อย ก่อนจะใช้มือทั้งสองโอบประคองแก้มนุ่มให้เงยหน้าขึ้นสบตา นิ้วหัวมือทั้งสองค่อยๆเกลี่ยเช็ดน้ำตาให้ออกจากใบหน้าอย่างอ่อนโยนราวกับกลัวว่ามันจะรอยถ้าเพียงแต่ทำแรงเกินไป ปากหยักยิ้มน้อยๆให้กับคนตรงหน้าแล้วกดจูบลงบนหน้าผากมน...ทั้งนุ่มนวลและอ่อนโยน...

“...พี่ก็ไม่อยากให้มินโฮไป...ไม่อยากเลยสักนิด...คนดี..”

“แล้ว..ทำไมถึงปล่อยให้พี่ชายพามินโฮกลับล่ะ..ทะ..ที่บอกไม่อยากให้ไป..โก..ฮึก..หก..โกหกใช่มั้ยล่ะ!! ที่จริงก็อยากให้มินโฮไป เบื่อที่จะดูแลเด็กดื้อๆแล้วใช่มั้ย!!”

“ไม่ใช่นะมินโฮ!!”เพราะมินโฮทั้งดิ้นทั้งผลักชางมินจึงเพิ่มแรงกอดมากขึ้น กอดให้แน่นเพื่อให้อีกคนได้รู้ว่าเขารักมากเพียงใด

“ไม่ใช่เลย...ไม่ใช่ พี่ซีวอนแค่อยากให้มินโฮไปอยู่ด้วยเพราะคิดถึง มินโฮไม่สงสารพี่ซีวอนหรือ ไปอยู่กับพี่ชายแค่ไม่นานแล้วพี่จะไปรับมินโฮที่ฝรั่งเศสเอง...นะครับ”

“...................”

“ทั้งทำงานหนัก พอคิดถึงก็ต้องบินมาหาน้องชายอีก มินโฮไม่สงสารพี่ซีวอนหรือไง”ชักแม่น้ำทั้งห้ามาโน้มน้าวใจให้อีกคนตกปากรับคำ ถึงแม้ใจจริงจะไม่อยากให้ไปแค่ไหน แต่ต่อให้รั้งมินโฮเอาไว้ได้ ไม่นานซีวอนก็ต้องหาเรื่องมาพามินโฮไปได้อยู่ดี ถ้าอย่างนั้นสู้ปล่อยไปตอนนี้แค่ไม่กี่วันแล้วค่อยรับกลับมาอยู่ด้วยกัน ต่อไปซีวอนจะไร้ข้ออ้างใดๆที่จะมาดึงน้องชายกลับไปอีก เสียเวลาที่จะอยู่ด้วยกันนิดหน่อย แต่เวลาที่เหลือของมินโฮอย่างไรเสียก็ต้องเป็นของชิมชางมินอยู่ดี

เสียงสะอื้นหายไปแล้วมีเพียงแววตาลังเลใจที่ฉายชัดอยู่บนดวงตากลมโต จริงอยู่ที่ชางมินไม่เคยโกหก....แต่จะเชื่อได้แค่ไหนกัน ทั้งๆที่ผ่านมาพี่ชายไม่เคยเรียกร้องให้กลับไปหา และแม้ชางมินจะเอาใจใส่แค่ไหนก็ยังรู้สึกห่างเหิน....แต่คำว่ารักบอกกันกลับหนักแน่นเสียเกิน เขาควรจะเชื่อใจคนที่ตัวเองเลือกที่จะรักสินะ

“สัญญานะฮะ”

“..................”

“สัญญาว่าจะไปรับ ห้ามโกหกกันนะ”

“พี่เคยโกหกมินโฮด้วยหรือไงกัน....เชื่อพี่นะคนดี”




เวลาของการจากลามาเร็วกว่าคิด ร่างสูงยืนมองรถที่แล่นออกจากประตูบ้านบานใหญ่ออกไป จนกระทั่งลับตาจึงหันหลังเดินกลับเข้าสู่ตัวบ้าน ตามติดมาด้วยคุณแม่บ้านที่ไปยืนส่งคุณหนูคนโปรด ร่างท้วมเร่งเท้าตามคุณชายให้ทันก่อนที่ร่างสูงจะเดินเข้าห้องไป แล้วถามคำถามที่ยังคาเธออยู่ตลอดทั้งยังกังวลกับคำตอบที่จะได้รับเสียเหลือเกิน

“คุณชายคะ!”

“ครับ? ป้าอีจิน”ร่างสูงหันมาตามเสียงเรียก

“คือว่า...คุณหนูมินโฮจะกลับมาหรือเปล่าคะ ป้ากลัวว่าคุณหนูจะไม่ได้กลับมาค่ะ”ดูทีว่าคุณแม่บ้านคงจะร้อนใจอยู่ไม่น้อย ถึงได้รีบร้อนมาถามไถ่ทั้งที่มินโฮออกจากบ้านไปไม่ถึงสิบนาทีเสียด้วยซ้ำ

“นั่นสิครับ เอาเป็นว่าป้าช่วยจัดกระเป๋าเดินทางให้ผมทีนะครับ ผมจะไปรับพี่ฮีชอลไปเที่ยวฝรั่งเศสซักสองสามวัน ป้าคิดว่าไงครับ”คำตอบที่ได้เรียกร้อยยิ้มกว้างเต็มใบหน้าอวบ ก่อนจะกระวีกระวาดทำตามคำร้องขอเจ้านาย ท่าทางเช่นทำเอาร่างยกยิ้มขำๆแล้วเดินเข้าห้องทำงานไป



มือหนายกหูโทรศัพท์ขึ้นต่อสายหาคนที่ตัวเองไหว้วานแกมสั่งให้หาข้อมูลบางอย่างให้ เสียงทุ้มพูดคุยอยู่ไม่กี่ประโยคก่อนจะวางสาย แล้วหยิบแฟ้มงานที่วางกองอยู่บนโต๊ะออกจากห้อง มุ่งหน้าสู่บริษัทหลังจากได้รับข่าวดีจากคนสนิท ว่าข้อมูลให้หานั้นครบถ้วนตามที่ต้องการแล้ว และตอนนี้เอกสารเหล่านั้นนอนนิ่งอยู่บนโต๊ะทำงานของเขาอยู่ที่บริษัทรอให้เขาเข้าไปอ่านเรียบร้อยแล้ว

บึ่งรถคู่ใจไม่นานก็ถึงที่หมาย ขายาวก้าวเร็วๆเสียจนแทบจะเป็นวิ่ง แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ยังไม่ทันใจอยู่ดีเพราะใจมันวิ่งแซงหน้าไปถึงห้องทำงานแล้ว ลิฟท์สำหรับผู้บริหารระดับสูงเคลื่อนสู่ชั้นสูงสุดของตึก ในความเร็วระดับปกติที่เป็นอยู่ทุกวันแต่วันนี้ชิมชางมินกลับคิดว่าน่าจะเพิ่มความเร็วให้ลิฟท์ในบริษัทให้มากขึ้นอีกนิดหรือไม่เขาก็น่าจะย้ายลงไปอยู่ชั้นล่างๆดีกว่า จะได้ไม่ต้องเสียเวลาขึ้นลิฟท์นานๆแบบนี้

เพียงแค่เสียงดัง”ติ๊ง”เป็นสัญญาณว่ามาถึงชั้นที่ต้องการแล้ว ประตูลิฟท์เจ้ากรรมก็เหมือนจะทำให้เจ้าของบริษัทไม่พอใจอีกครั้ง เมื่อประตูนั้นมันช่างเปิดช้าแสนช้าในความคิดของคนรอ ทันทีที่ประตูเปิดออกขายาวก็สาวเท้าสู่ห้องทำงาน ก่อนจะโยนแฟ้มงานที่หอบมาด้วยลงบนโต๊ะของคุณเลขา ไม่แม้แต่จะหยุดทักคุณเลขาหน้าห้องเช่นทุกครั้งตามติดด้วยเสียงปิดประตู
คยูฮยอนได้แต่อ้าปากค้างตามหลังเจ้านาย เขาแค่จะบอกว่าตั๋วเครื่องบินสำหรับไปอังกฤษตอนนี้เตรียมไว้เรียบร้อยเท่านั้น แต่ดูคุณเจ้านายจะใจร้อนไปหน่อย...แต่ช่างเถอะ ก็เข้าใจนะว่าคนมันกำลังมีความรัก...คิดอย่างนั้นแล้วก็ส่ายหัวน้อยๆ แล้วลงมือทำงานต่อ

เอกสารที่มีข้อมูลที่เขาต้องการไม่กี่แผ่นวางอยู่บนโต๊ะอย่างเป็นระเบียบ ชางมินหยิบมันขึ้นมาก่อนจะเดินไปนั่งลงบนโซฟาในห้อง อ่านตัวหนังสือเหล่านั้นอย่างตั้งใจทีละบรรทัดๆ ในนั้นบอกเรื่องราวของคนที่เขาอยากรู้เอาไว้อย่างละเอียด ปากหยักยกยิ้มอย่างพอใจกับข้อมูลที่ได้รับ ร่างสูงลุกขึ้นยืนเต็มความสูงก่อนสาวเท้ากลับไปโต๊ะทำงานอีกครั้ง แล้วสายตาก็เจอกับกระดาษใบเล็กวางอยู่ ชางมินมองอย่างสงสัยตัดสินใจหยิบขึ้นมาดู ตัวอักษรที่พิมพ์อยู่บนกระดาษทำเอาร่างสูงนึกอย่างตบรางวัลให้กับคนสนิทที่รู้ใจเขาไปเสียทุกอย่างจริงๆ



ในขณะที่ยิ้มอย่างสมใจที่อะไรๆก็ดูจะเป็นไปอย่างที่คาด แต่บนเครื่องบินลำใหญ่ที่กำลังมุ่งหน้าสู่กรุงปารีสของฝรั่งเศสกลับดูเงียบผิดปกติ ไม่มีแม้คำพูดสักคำหลุดออกจากริมฝีปากตั้งแต่ที่รถคนหรูแล่นออกจากบ้านตระกูลชิม ซีวอนได้แต่เฝ้ามองอยากปลอบอยากพูดอะไรซักอย่างให้น้องชายได้รู้สึกดีขึ้น แต่ซีวอนก็รู้ดีว่าสิ่งที่คิดจะทำมันเปล่าประโยชน์ เพราะตอนนี้คนที่จะทำสิ่งเหล่านี้ได้ไม่ใช่พี่ชายอย่างตัวเองอีกต่อไป ซีวอนได้แต่หวังว่าชางมินจะฉลาดพอในสิ่งที่เขาเรียกร้อง เก่งพอที่จะจัดการมันได้ และรวดเร็วพอที่จะทำให้ใครคนที่นั่งอยู่ข้างเขาในตอนนี้ยิ้มออกมาได้โดยไว



หลังจากจัดการเคลียร์งานที่เกาหลีเสร็จชางมินรีบขึ้นเครื่องบินตรงมายังอังกฤษ เพราะคนที่จะแก้เรื่องยุ่งๆได้ก็มีแต่เจ้าของเรื่องเท่านั้น ชางมินได้แต่ส่ายหน้าระอาใจกับคู่รักคู่นี้ รักกันมาก็นานทำไมถึงเวลาอย่างนี้ถึงไม่ยอมคุยกัน เขาไม่อยากเชื่อเรื่องที่คยูฮยอนไปสืบมาเท่าไหร่ คิดแล้วก็กลุ้ม...เฮ้อ...ป่านนี้มินโฮคงไปถึงปารีสแล้วสินะ มินโฮของเขาจะทำอะไรอยู่นะ...ชักคิดถึงแล้วนะ แต่ก็เอาเถอะฝรั่งเศสกับอังกฤษก็ไม่ได้ไกลกันสักเท่าไหร่ รีบจัดการคนทางนี้ให้เสร็จจะได้ไปรับกลับบ้านเสียที

รถที่ถูกส่งไปรับคุณชายเล็กของบ้านเคลื่อนตัวผ่านประตูรั้วสูงใหญ่ ทันทีที่รถจอดสนิทชายสูงวัยแต่ดูภูมิฐานรีบเดินเข้ามาเปิดประตูให้กับคนสำคัญของบ้าน สาวใช้หลายสิบชีวิตยืนเรียงแถวรอต้อนรับอย่างเป็นระเบียบ ทำเอาร่างสูงที่เพิ่งลงจากรถขมวดคิ้วอย่างไม่สู้จะชอบใจนัก กับความมากพิธีอะไรแบบนี้

“อัลเบิร์ต...ผมว่าผมเคยบอกแล้วนะว่าเวลาที่ผมมาไม่ต้องทำอะไรแบบนี้”ชางมินติงไปนิดๆ กับการทำอะไรเอิกเกริก แต่ชายนามอัลเบิร์ตกลับยิ้มน้อยๆ พร้อมกับมอบคำตอบที่ร่างสูงไม่อาจแย้งได้

“ครับ แต่ท่านแจจุงบอกว่าต้องทำอะไรนี้ครับ”

“ช่างเถอะ แล้วพวกพี่ๆไปไหนกันหมดบ้านเงียบเชียว”ชางมินก้าวนำเข้าบ้านโดยอัลเบิร์ตคุณพ่อบ้านเดินมาติดๆ

“ทีไทม์ครับ อยู่ที่สวนหลังบ้าน”

“อะไรกันเห็นชาอุ่นๆดีกว่าน้องชายตัวเอง ผมควรจะน้อยใจดีมั้ยเนี่ย”แม้คำพูดจะดูตัดพ้อแต่กลับมีรอยยิ้มแต้มอยู่เต็มใบหน้า ก่อนจะเดินตามทางเดินที่ทอดตัวสู่สวนดอกไม้หลังบ้าน


“ฮีนิม”

“หืม ว่าไงแจจุง”คนทึ่กำลังจิบชาไปพร้อมๆกับดื่มด่ำความสวยงามของสวนดอกไม้หันมาตามเสียงเรียก

“......................”

“อะไร เรียกแล้วไม่พูดแต่มองหน้าเนี่ยหาเรื่องฉันหรือไงกัน”

“เมื่อไหร่จะกลับปารีส”แจจุงพูดพลางมองฮีชอลด้วยสีหน้าจริงจัง แต่ฮีชอลกลับเลือกที่จะมองข้ามทำเป็นไม่เห็นมัน

“ฉันเพิ่งมาได้ไม่กี่วันจะรีบไล่ไปไหนกัน เสียใจนะ ชิ”พ้อออกมาไม่จริงจังนัก

“นายรู้ว่าฉันหมายถึงอะไรฮีนิม”น้ำเสียงเรียบนิ่งห่างไกลคำว่า”เล่น” ทำให้คนโดนกดดันกลายๆ เสตาหลบไม่ยอมสบตาน้องชายที่กำลังตีหน้านิ่งแกมดุ ก่อนจะยิ้มเจื่อนหัวเราะกลบเกลื่อนความจริงที่ตัวเองก็รู้อยู่แก่ใจดี

“ฮะๆ ก็หมายความว่านายไม่อยากให้ฉันอยู่ที่นี่ด้วยนะสิจะอะไรซะอีกล่ะ ฉันรู้หรอกว่านายอยากมีเวลาเป็นส่วนตัวกุ๊กกิ๊กกับแฟนบ้าง อันนี้ฉันก็เข้าใจอยู่เอาเป็นว่าฉันจะไม่รบกวนเวลาแฟนนายมะ...”

เพล้ง!!
“คิมฮีชอล!!!”เสียงชุดถ้วยชากระเบื้องเนื้อดีราคาแพงแตกกระจายเกิดพร้อมๆกับขีดความอดทนของใครอีกคนหมดลง

“...!?...”

“เลิกทำตัวแบบนี้ซักที เลิกทำเหมือนคนชอบวิ่งหนีปัญหาเสียที!!”

“ฉันไม่ได้หนี!”

“ไม่ได้หนี? แล้วที่มานั่งอยู่ตรงนี้มันคืออะไร”

“ฉัน..!?”เมื่อถูกรู้ทันฮีชอลได้แต่อ้ำอึ้ง ในตอนที่กำลังคิดหาคำตอบให้กับตัวเองและแจจุง คนที่แอบฟังมาพักหนึ่งก็เดินออกมาตั้งคำถามให้พี่ชายคนโตได้คิดต่อ

“พี่ไม่ได้หนีหรอก แค่หลบหน้าเท่านั้นเองใช่มั้ยครับ”

“ชางมิน...”

“แล้วมันต่างกับหนีตรงไหน”แจจุงเสหน้าหนีพร้อมกับบ่นงุบงิบให้กับคำแก้ตัวที่น้องชายคนเล็กคิดขึ้นมา

“มาได้ไงไม่เห็นบอกพี่ล่วงหน้าเลย”ฮีชอลเดินเข้ามากอดน้องชายที่ไม่ได้เจอกันนาน ไม่สนใจคำค่อนขอดประชดประชันของน้องคนรอง

“ถ้าบอกก่อนก็ไม่ใช่เซอร์ไพร์สิครับ”ชางมินตอบ

“เฮ้อ...มัวแต่อ้อนพี่อยู่นั่นล่ะชางมิน พี่ว่านายรีบๆพูดธุระซักทีเถอะรีบอยู่ไม่ใช่หรือไง”แจจุงยกแขนเรียวขึ้นกอดอกส่ายหน้าให้กับสองพี่น้องที่ถึงนานๆจะเจอกัน แต่พอกันทีไรก็เป็นแบบนี้ทุกทีสิน่า พลางเร่งให้น้องชายพูดเรื่องของตัวเอง

“ฮ่าๆ ครับๆ พูดแล้วๆ”ชางมินหัวเราะกับท่าทางของพี่คนรอง

“ฮีชอล...ผมรู้ว่าทำไมพี่ถึงกลับมาอังกฤษ มันดีแล้วหรือครับที่พี่หนีมาไม่ยอมพูดกันให้รู้...”

“พอที!! ถ้าจะพูดเรื่องผู้ชายเห็นแก่ตัวคนนั้น!!”ร่างบางที่อยู่ในอ้อมกอดของชางมินตวาดลั่นไม่ยอมให้ชางมินได้ทันพูดจบประโยค ทั้งยังผลักน้องชายออกห่างตัว

“ฮีชอล...”

“ชอบคิดแทนพี่ตลอด ไม่เคยถามว่าพี่รู้สึกยังไง ต้องการหรือเปล่า แม้แต่เรื่องรับเด็กมาเลี้ยง สำคัญขนาดนั้นก็ยังไม่คิดจะถามจะบอกพี่ซักคำ...ฮึก...”

“..................................”

“ทำไมถึงไม่ถามสักคำว่าพี่พร้อมที่จะทำหน้าที่แม่ พร้อมที่จะดูแลใครหรือเปล่า ...ฮึก...ก็ไม่”ชางมินดึงพี่ชายเข้ามากอดลูบหลังปลอบ นานแล้วที่ไม่ได้เห็นฮีชอลเป็นแบบนี้ เห็นแล้วก็ชวนให้สงสารอยู่ไม่น้อย

“แล้วพี่คุยกับพี่ซีวอนแล้วหรือยัง”

“ พี่บอกเขา แล้วเราก็ทะเลาะกัน เขาเอาแต่คิดว่าพี่ไม่อยากมีลูก ทั้งๆพี่แค่ไม่อยากได้เด็กที่เห็นหน้าแล้วรู้สึกเอ็นดู”

“...............................”

“อยากได้เด็กที่ทำให้พี่รัก แค่ได้เห็นหน้าเขาพี่ก็มีความสุขนั่นต่างหาก ไม่ใช่เด็กคนไหนก็ได้ที่ซีวอนไปยืนเลือกๆมา ทั้งๆที่มันก็แค่นี้ ทำไมเขาไม่ยอมเข้าใจอะไรเลย...ฮึก...พี่เสียใจนะ....โฮฮฮฮ”พูดจบก็ปล่อยโฮเหมือนเด็กๆ ฮีชอลก็ยังเป็นฮีชอล ถ้าไม่พอใจอะไรแค่มีคนโอ๋เดี๋ยวก็พูดออกมา พี่ซีวอนเองก็รู้จุดนี้ดีอยู่แล้ว ยังให้เขามากล่อม นี่เขาเหมือนพวกว่างงานมากนักหรือไงกันนะ ถึงจะคิดอย่างนั้นสองมือกลับไม่ยอมหยุดลูบหน้าลูบหลังปลอบโยนคนที่กำลังร้องไห้อยู่ในอ้อมกอด

“ถ้าอย่างนั้นพี่ก็ต้องบอกให้พี่ซีวอน เขาสิครับ”

“แล้วเขาจะฟังหรือ เขาต้องโกรธพี่อยู่แน่ๆ”

“ไม่หรอกครับ ถ้าพี่พูดผมว่าพี่ซีวอนต้องเข้าใจแน่ๆ พี่กลับปารีสนะครับผมจะไปเป็นเพื่อนพี่เอง”เหมือนจะลังเลแต่ท้ายที่สุดแล้วฮีชอลก็พยักหน้าตกลง ชางมินหันไปยิ้มให้กับพี่ชายคนรองบอกให้รู้ว่า...หลอกเด็กสำเร็จแล้ว!!...


หลังจากเหยียบแผ่นดินอังกฤษยังไม่ครบยี่สิบสี่ชัวโมงชางมินก็ต้องขึ้นเครื่องเพื่อบินต่อไปฝรั่งเศสอย่างไม่ให้เสียเวลา แม้ฮีชอลจะออกปากขอเวลาเตรียมใจที่จะไปเจอกับคนรัก ชางมินให้เหตุผลกับพี่ชายว่าควรจะรีบเคลียร์ทุกอย่างให้จบโดยเร็วดีกว่าจะปล่อยให้ค้างคาไปนานกว่านี้ ทั้งยกเอาเรื่องที่ซีวอนร้อนใจอยากเจอ กระทั่งตามไปให้ขอให้เขาช่วยถึงเกาหลี แค่นี้ก็ทำให้คิมฮีชอลเก็บกระเป๋าใบโตขึ้นเครื่องบินมากับน้องชายโดยดี

“ฮีชอล...เป็นอะไรหรือ?? นั่งเงียบเชียว”ตั้งแต่ขึ้นเครื่องฮีชอลก็เอาแต่นั่งเงียบจนชางมินอดห่วงไม่ได้

“เปล่า แค่กำลังคิด…”ฮีชอลตอบแต่ไม่ได้หันมามองคู่สนทนา

“คิด?? เรื่องพี่ซีวอนหรือ??”

“เปล่า...พี่กำลังคิดว่า...คนที่ทั้งเก่งแล้วก็ฉลาดอย่างนาย ทำไม...ถึงหลอกพี่ด้วยแผนตื้นๆแบบนี้”

“........................”

“แค่จะไปรับเด็กกลับบ้านไปเองก็ได้นี่นา ไม่เห็นต้องหลอกให้พี่ไปเพื่อนเลย”ฮีชอลหันมามองน้องชายด้วยแววตารู้ทัน คำพูดติดตลกทำเอาชางมินหลุดหัวเราะ

“ฮ่าๆ พี่ก็รู้อยู่แล้วทำไมต้องลำบากให้ผมมาตามด้วยล่ะ พี่เองก็อยากได้เพื่อนกลับบ้านเหมือนกันนั่นแหละ”เมื่อต่างคนต่างรู้ทันกันก็ไม่มีอะไรให้ปฏิเสธ สองพี่มองหน้ากันก่อนจะปล่อยเสียงหัวเราะลั่น


ตั้งแต่เครื่องบินลงจอดจนถึงตอนนี้รถที่ถูกส่งมารับฮีชอลกับชางมินกำลังแล่นอยู่บนถนนมุ่งสู่คฤหาสน์หลังงามของตระกูลชเว ร่างสูงยกนาฬิกาข้อมือแทบจะทุกห้านาที ฮีชอลที่เห็นอย่างนั้นก็นึกขำ ไม่เคยเห็นชางมินรีบร้อนอะไรซักอย่าง ทำอะไรก็สุขุมเยือกเย็นมาตลอด แต่พอเป็นเรื่องของมินโฮเข้าหน่อยกลับหลุดมาดเสียได้ ก็เข้าอยู่หรอกนะว่ารอมาหลายปี แต่อีกไม่กี่นาทีก็จะได้เจอกันแล้วแท้ๆ....ความรักทำให้คนเป็นบ้าได้จริงๆ....นั่งคิดขำๆกับท่าทางของน้องชาย

“ฮีนิม...พี่ยิ้มอะไรของพี่”และดูเหมือนเจ้าตัวจะรับรู้ได้ว่าถูกมองจึงหันกลับมาถาม

“มีธุระที่ไหนหรือ?? ชางมิน”ฮีชอลไม่ตอบแต่ถามกลับ

“เปล่านี่ ทำไมพี่ถามอย่างนั้นล่ะ”

“ก็พี่เห็นเราเอานั่งมองนาฬิกาจนมันจะสึกอยู่แล้ว เลยนึกว่ามีธุระที่ไหน พี่จะได้ให้คนรถเขาไปส่ง ไม่ต้องไปกับพี่ก็ได้นะ”

“เห๋...ธุระของผมก็อยู่ที่ที่กำลังจะไปนี่แหละ ว่าแต่ทำไมรถมันวิ่งช้าอย่างนี้??”

“ห๊ะ...ฮ่าๆ เป็นเอามากนะเรา เพิ่งรู้จริงๆนี่แหละว่าความรักมันทำให้คนเป็นบ้าได้จริงๆ”

“แต่ผมว่ายังมีคนที่บ้ามากกว่าผมอีกนะ”

“จริง?? อยากเห็นจังว่าคนๆนั้นจะหน้าตาเป็นแบบไหน”

“เดี๋ยวไปถึงพี่ก็ได้เห็นเองนั่นแหละ”



ตั้งแต่ได้รับโทรศัพท์ทางไกลจากอังกฤษว่าได้ส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนมาแล้ว แถมยังโดนบ่นอีกยาวเยียด มาถึงตรงนี้ซีวอนเชื่อแล้วที่ฮีชอลเคยบอกว่าคิมแจจุงขี้บ่นที่สุดในโลก ทั้งๆที่เขามีศักดิ์เป็นพี่เขยแท้ยังโดนขนาดนี้ ใครได้ไปเป็นเมียซวยตาย แต่ถึงอย่างไรก็ต้องขอบคุณแจจุงละนะที่คอยช่วยเหลือเขาเรื่องฮีชอลมาตลอด แล้วความคิดที่กำลังนินทาน้องเมียอยู่ก็ต้องหยุดลงเมื่อรถที่ถูกส่งไปสนามบินเลี้ยวเข้าประตูสูงใหญ่ของบ้านมา คนที่ชะเง้อคอรอมาครึ่งค่อนคืนถลาออกไปรับทันทีที่รถจอดสนิท ประตูรถที่เปิดออกและคนที่ก้าวลงจากรถคือคิมฮีชอล คนที่ชเวซีวอนรออยู่เห็นอย่างนั้นร่างก็รีบปรี่เข้าไปหาและทำสิ่งที่ใครไม่คาดคือ...การที่ซีวอนคุกเข้าลงกับพื้นแล้วกอดฮีชอลแน่น

“ฮีนิม!! คุณกลับมาแล้ว”ใบหน้าหล่อๆแนบซบกับหน้าท้องแบนราบ พร้อมทั้งถูไถอย่างออดอ้อน การกระทำที่ทำเอาคนถูกทำหน้าเลิกลั่ก หน้าแดงเพราะอายสายตาของขบวนคนรับใช้ที่ยืนรอต้อนรับ

“ซะ...ซีวอน”

“เรื่องลูกผมขอโทษที่ไม่เคยถามความรู้สึกของคุณก่อน อย่าหนีผมไปแบบนี้อีกนะที่รัก ผมขอโทษ!!”

ในขณะที่พี่เขยกำลังคร่ำครวญขอคืนดีกับพี่ชายตัวเอง ชางมินใช้โอกาสนั้นกระซิบถามคุณแม่บ้านถึงคุณหนูของบ้าน ได้คำตอบว่ามินโฮไม่รู้ว่าชางมินจะมา และมินโฮก็เข้านอนไปนานแล้ว คุณแม่บ้านจะให้สาวใช้นำไปห้องพักที่เตรียมไว้ให้ ชางมินปฏิเสธแต่ขอให้พาไปที่ห้องของคนที่กำลังหลับอยู่แทน

ร่างสูงเปิดและปิดประตูให้เบาที่สุดเท่าจะทำได้ด้วยกลัวว่าเจ้าของห้องจะตื่นจากนิทราอันแสนสุข ขายาวก้าวมาหยุดอยู่ข้างเตียงหลังใหญ่ที่มีเด็กน้อยของเขานอนหลับอยู่ ดวงหน้าที่ชางมินไม่ได้เห็นมามากกว่ายี่สิบสี่ชั่วโมง เวลาที่ไม่ได้นานอะไรนักหนาแต่เขากลับคิดถึงและโหยหา นาทีนี้คนๆนั้นอยู่ห่างแค่เพียงเอื้อมมือออกไปเท่านั้น เขาจะได้เด็กน้อยมาอยู่ในอ้อมแขน แล้วเขาก็ไม่คิดจะให้เวลาผ่านไปอย่างเสียเปล่า ร่างสูงหย่อนกายลงนอนเคียงข้างก่อนรั้งตัวอุ่นๆของเด็กน้อยเข้ามากอด ร่างบางขยับตัวหยุกหยิกเข้าหาร่างสูงมากขึ้น

“...ชาง..มิน”เสียงละเมองึมงำเบาๆที่ได้ยิน แค่นี้...แค่รู้ว่าในฝันของเด็กน้อยมีเขาอยู่ แค่นี้...หัวใจก็พองแน่นคับอก ความยินดีที่รู้สึกได้เกิดขึ้นเพราะความรักที่เขามีต่อคนที่นอนทอดกายอยู่ตรงนี้สินะ

ปากหยักระบายยิ้มบางเบา ชางมินกดจูบลงไปบนกลุ่มผมนุ่มก่อนที่เสียงทุ้มจะกระซิบเรียกให้ผู้ที่อยู่ในอ้อมกอดตื่นจากห้วงของความฝัน เพื่อมาพบกันในโลกของความจริง และ...ให้เด็กน้อยของเขาได้ตื่นเพื่อมาฟังสิ่งที่เขาจะบอกว่า...คิดถึงอีกฝ่ายมากแค่ไหน

“มินโฮ~ ตื่นเถอะคนดี”

“งื้ม...”

“หึหึ...เด็กขี้เซาตื่นได้แล้ว”ชางมินอดขำไม่ได้กับท่าทางน่ารักๆ ที่ขยับหนีอย่างรำคาญ ร่างสูงกระชับวงแขนให้แน่นขึ้นอีก แล้วเพิ่มเสียงเรียกให้ดังขึ้น...ได้ผล เปลือกตาบางขยับก่อนจะค่อยๆลืมขึ้นสบกับดวงตาคมที่จ้องมองอยู่ก่อนแล้ว มินโฮกระพริบสองสามครั้ง ตากลมโตรี่ปรือด้วยความง่วงงุนยังคงมีอยู่ และพร้อมที่จะหลับลงทุกเมื่อ

“อะไรกัน พี่อุตส่าห์ข้ามน้ำข้ามทะเลมาหา เด็กขี้เซาก็ไม่คิดจะตื่นมาคุยกันซักนิดเลยหรือ??”

“...............................”

เรียกก็แล้วประชดก็แล้วคนที่หลับก็ไม่มีทีท่าว่าจะตื่น ชางมินก็ได้แต่ถอนหายใจจนคิดจะยอมแพ้แล้วหลับตามคนขี้เซาไป แต่เหมือนจะคิดอะไรดีๆออก

“ถ้างั้นขอจุ๊บราตรีสวัสดิ์หน่อยนะคนดี ^^”

ใบหน้าคมเลื่อนเข้าใกล้จนได้กลิ่นลมหายใจอุ่น ปากหยักกดจูบแรกลงที่หน้าผากมนแล้วลากไล้จูบที่สองที่จมูกโด่งสวยและจบลงที่ริมฝีปากอิ่ม แทะเล็มพอให้รู้สึกวาบหวาม ก่อนจะแทรกลิ้นร้อนเข้าสู่โพรงปาก กวาดต้อนลิ้นเล็กที่ซ่อนอยู่ภายใน จูบบางเบาในตอนแรกกลับเร่าร้อนขึ้นตามอารมณ์ จูบอ่อนหวานแต่ทว่าเร่าร้อนเรียกเสียงครางเครือจากลำคอเรียวยาวทั้งๆที่ยังหลับ จูบเนิ่นนานยังคงเป็นไปจวบจนร่างสูงสัมผัสได้ถึงแรงบีบที่ไหล่ถึงได้ผละออกจากจูบหอมหวานนั้นอย่างเสียดาย

“...แฮ่ก..แฮ่ก...”ปากอิ่มที่ตอนนี้มันทั้งแดงกล่ำและบวมเจ่อ อ้าออกหอบโกยเอาอากาศเข้าสู่ปอด ช่างเป็นภาพที่สวยงามสำหรับผู้เฝ้ามองอยู่

“ตื่นแล้วหรือ...เด็กขี้เซา”

“...พี่...ชางมิน”มินโฮเรียกชื่ออีกฝ่ายอย่างเพ้อๆ เพราะตอนที่งัวเงียตื่นขึ้นมา คิดว่าตัวเองยังคงอยู่ในความฝัน

“................................”มือเรียวลูบใบหน้าของคนที่อยู่ในความคิดทั้งยามหลับและยามตื่น อย่างต้องการพิสูจน์ว่านี่ไม่ใช่ความฝันอย่างที่ผ่านมา

“พี่ชางมินจริงๆใช่มั้ยฮะ”

“ใช่...พี่ชางมิน...ของมินโฮไง”

“ดีใจจัง”...ดีใจจนไม่รู้จะพูดอะไรได้แต่กอดร่างสูงแน่นขึ้นไปอีก ซุกหน้าลงกับอกกว้างฟังเสียงหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะเดียวกัน...ในที่สุดพี่ก็มาซักที...

“หืม?? แค่นี้เองหรือ ไม่ได้เจอกันตั้งเกือบสองวัน พูดแค่นี้เองหรือ”

“...ก็ดีใจ...แล้วจะให้พูดอะไรล่ะ”
“อืมม...ก็...อย่างเช่นมินโฮคิดถึงพี่ชางมินมากๆเลยนะฮะ...”

“...บ้า!...ใครจะพูดกัน”

“ฮ่าๆ งั้น...ถ้ามินโฮไม่พูด...พี่จะพูดมันเอง”

“...................................”

“พี่คิดถึงมินโฮนะครับ”

เสียงกระซิบแผ่วเบาแต่กลับก้องไปทั้งหัวใจคนฟัง ความสุขเอ่อล้น...ที่สุดแล้วเราก็กลับมาอยู่ในอ้อมกอดของกันและกัน อากาศที่เหน็บหนาวข้างนอก ไม่ได้ทำให้คนสองคนรู้สึกหนาวสักนิด เพราะความรักที่ทำให้ใจอบอุ่นและแผ่ซ่านออกมาห่อหุ้มกายเอาไว้

.............และความรักของเราจะยังคงอยู่ตราบนานเท่านาน...........







“ย๊าา!! ชเวซีวอน ลุกขึ้นแล้วเลิกกอดฉันแบบนี้ซักที นายไม่อายแต่ฉันอายนะ!!”

“ฮีนิม...ผมรักคุณณณณณณณ”


..........รู้แล้วหรือยังว่าใครบ้ากว่าใคร ฮ่าๆๆๆๆ..........



FIN.